นั่งทำงานเฉยๆ ก็เหนื่อยล้าได้ มาเติมพลังให้การทำงานกันเถอะ

มองเผิน ๆ มนุษย์เงินเดือนหรือ ฟรีแลนซ์ ที่ทำงานในออฟฟิศอย่างเรา ๆ ก็ดูเหมือนจะได้นั่งทำงานสบาย ๆ อยู่แต่ในห้องแอร์ตลอดทั้งวัน ไม่ต้องทำงานกลางแจ้ง แบกหาม หรือใช้แรงงานหนักแบบอาชีพอื่นแต่แล้ว ทำไมแต่ละวัน นั่งทำงานเฉยๆ ก็เหนื่อยล้า ราวกับผ่านศึกหนักอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทั้งอ่อนเพลีย อ่อนแรง หมดกำลังกายกำลังใจ พาลให้อยากลาออกจากงานไป มาไขข้อข้องใจ ว่าเหตุใด นั่งทำงานเฉย ๆ ถึงเหนื่อยได้ แล้วเราจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร จะได้เปลี่ยนการมาทำงานในทุกวันให้กลายเป็นความสดใส แฮปปี้ได้ ไม่หมดกำลังใจในการทำงานไปอย่างแน่นอน

นั่งทำงานเฉยๆ ก็เหนื่อยล้าได้ มาเติมพลังให้การทำงานกันเถอะ

นั่งทำงานเฉยๆ ก็เหนื่อยล้าได้ มาเติมพลังให้การทำงานกันเถอะ

รู้หรือไม่ว่า ความเหนื่อยล้าทางจิตใจนั้นส่งผลกระทบต่อร่างกายได้ ไม่แพ้การออกกำลังทำงานหนัก ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนกายไปไหนเลยแม้แต่น้อย เพราะร่างกายของเรานั้นตอบสนองต่อความตึงเครียดทั้งทางจิตใจและร่างกายอยู่เสมอ และสมองของเราก็ยังต้องการพลังงานจากร่างกายเยอะมาก ในเวลาปกติ กล้ามเนื้อจะไม่ได้ต้องการออกซิเจนมากเท่าใดนัก แต่สมองกลับต้องการออกซิเจนถึง 20% ของปริมาณออกซิเจนทั้งหมดที่ร่างกายต้องการ การที่สมองต้องการพลังงานมากขนาดนี้ เวลาใช้สมองในการคิดแต่ละที เราจึงรู้สึกเหน็ดเหนื่อยพอ ๆ กับการออกกำลังทางร่างกาย และอีกหนึ่งสาเหตุของความเหนื่อยทั้งใจและกายก็คือ การที่สมองของเรามักจะคาดการณ์ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาข้างหน้าไว้เสมอ เพื่อเตรียมพร้อมกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นทุกเมื่อ จึงทำให้เรารู้สึกเหนื่อย แม้จะไม่ได้ลุกไปไหนเลย ยิ่งถ้าเราเป็นคนที่ขี้กังวลอยู่แล้ว ก็จะยิ่งพะวงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นมากกว่าปกติ และยิ่งทำให้รู้สึกเหนื่อยมากยิ่งขึ้นไปอีก นอกจากความเหนื่อยล้า ในเวลาที่เราต้องทุ่มเทสติปัญญาและกำลังใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็จะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายจะอ่อนแอลง และมีแนวโน้มที่จะล้มป่วยได้ง่ายอีกด้วย

ไม่เท่านั้น เรายังสามารถซึมซับความเหน็ดเหนื่อยจากผู้คนรอบข้างได้ตลอดเวลา เพราะอารมณ์เป็นสิ่งที่ติดต่อกันได้ หากคนทำงานต้องตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่คนบ่นว่าเหนื่อย เครียด ขี้เกียจ นอนไม่หลับ อยากกลับบ้าน ไม่อยากทำงาน ฯลฯ สุดท้ายเราก็อาจจะรับเอาพลังด้านลบนั้นมาโดยไม่รู้ตัว พลอยทำให้เรี่ยวแรงหดหาย กำลังใจถดถอยลงไปอย่างช่วยไม่ได้

นอกจากความเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้นจากการจดจ่อทำงานแล้ว การนั่งทำงานอยู่กับที่นาน ๆ ก็ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพด้วยเช่นกัน เพราะในขณะที่นั่งนั้น กิจกรรมทางไฟฟ้าภายในกล้ามเนื้อของเราจะลดลง และอัตราการเผาผลาญแคลอรีก็จะลดลงตามไปด้วย หลังจากผ่านไป 3 ชั่วโมง หลอดเลือดแดงก็จะลดการขยายขนาดลง ทำให้เลือดไหลเวียนได้ช้า สิ่งที่จะตามมาก็คือ เซลล์ในร่างกายจะได้รับออกซิเจนและสารอาหารไม่เพียงพอ นอกจากนี้ร่างกายยังไม่สามารถดึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และของเสียออกมาจากเซลล์ได้ จึงทำให้รู้สึกเหนื่อย เกิดอาการปวดศีรษะ อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่โรคภัยต่าง ๆ จะเกิดตามมาในอนาคต

มารีเฟรชร่างกายให้สดชื่นพร้อมทำงานกันเถอะ

ดู ๆ ไปแล้ว การนั่งทำงานในออฟฟิศทั้งวี่ทั้งวัน ล้วนแล้วแต่มีความเสี่ยงที่อาจทำให้จิตใจเราทั้งเหนื่อยง่ายและร่างกายก็อาจเกิดอาการเจ็บป่วยได้มาก ดังนั้นเราจึงต้องไม่มองข้ามสุขลักษณะที่ดีในการทำงาน และเริ่มต้นรักษาสุขภาพได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเองอยู่ทุกเมื่อ

– อย่านั่งติดที่ เป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ที่มนุษย์เงินเดือนอย่างเราไม่ควรนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน ในขณะที่นั่งอาจลองเคลื่อนไหวร่างกายโดยเอนตัวไปด้านหน้า-ด้านหลัง และลุกขึ้นเดินอย่างน้อยทุกครึ่งชั่วโมง ไปเข้าห้องน้ำ ดื่มน้ำ ชงเครื่องดื่มร้อน ๆ สักแก้ว เมื่อร่างกายมีการเคลื่อนไหว ระบบกล้ามเนื้อและระบบที่เป็นตัวจัดการกับน้ำตาลในเลือด ไตรกลีเซอไรด์ และคอเลสเตอรอล จะเริ่มทำงาน หากระบบดังกล่าวมีการทำงานอยู่เสมอ จะทำให้เรามีความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานลดลง

– ดื่มน้ำให้มากขึ้น การนั่งทำงานอยู่กับที่เป็นระยะเวลานานนั้นอาจทำให้เราดื่มน้ำไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดความรู้สึกเหนื่อยล้าได้ รู้หรือไหมว่าถ้าในหนึ่งวันร่างกายขาดน้ำเป็นปริมาณมาก จะทำให้เลือดไหลเวียนช้าลงและมีความเข้มข้นมากขึ้น หัวใจสูบฉีดเลือดไปทำงานหล่อเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้ไม่เต็มร้อย ออกซิเจนและสารอาหารก็จะเข้าถึงกล้ามเนื้อและอวัยวะต่าง ๆ ได้ช้าลงอีกด้วย ทางที่ดี ควรดื่มน้ำ 8 – 10 แก้วต่อวัน ช่วยให้เลือดเจือจางและไหลเวียนดีขึ้น ส่งผลให้ผิวพรรณแลดูสุขภาพดี สดใส เปล่งปลั่งขึ้น

– เพิ่มเติมธาตุเหล็ก การบริโภคธาตุเหล็กน้อยเกินไปก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้รู้สึกเหนื่อย เพลีย รู้สึกขี้เกียจ โมโหง่าย อ่อนแอ ป่วยบ่อย และมีอาการไม่สามารถโฟกัสอะไรได้เป็นเวลานานร่วมด้วย ดังนั้นจึงควรบริโภคธาตุเหล็กในอาหารจำพวก เนื้อไม่ติดมัน ไข่แดง ธัญพืช หน่อไม้ฝรั่ง ถั่วฝักยาว ผักแว่น เห็ดฟาง พริกหวาน ใบแมงลัก ใบกระเพรา ถั่วขนาดเล็ก เต้าหู้ ไข่ไก่ ผักใบเขียวเข้ม ถั่วเปลือกแข็ง และเนยถั่ว อย่างน้อย 1 ใน 4 ของอาหารที่ทานต่อวัน ช่วยให้ร่างกายมีพลังในการทำสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น ช่วยในการคิดและจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ลดการเจ็บป่วย และลดความเสี่ยงของภาวะโลหิตจาง

– อาหารเช้า มื้อสำคัญ การที่เราเร่งรีบจนต้องงดอาหารเช้า หรือทานแต่อาหารขยะเป็นประจำก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยและเพลียตลอดวัน แถมยังทำให้อ้วนขึ้นโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากอาหารประเภทนี้ไม่ได้ให้โปรตีน ไขมัน วิตามินต่าง ๆ ที่ให้พลังงาน แต่ให้น้ำตาลกับคาร์โบไฮเดรตจำนวนมากที่เป็นตัวเร่งให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น ทางที่ดีควรรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ เพื่อไม่ให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมาภายหลัง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทานอาหารเช้า โดยลดแป้งและน้ำตาล เสริมด้วยโปรตีนจากธัญพืชและนมสด เพื่อสุขภาพและระบบการทำงานภายในร่างกายที่ดีขึ้น

– พักบ้างก็ได้ แบ่งเวลาจากการทำงานมาชาร์จพลังงานให้กับร่างกายบ้าง อย่าทำงานจนเกินขีดจำกัดความสามารถ ให้เวลาตัวเองได้พักผ่อน เพราะการพักผ่อนอย่างเต็มที่ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง พร้อมสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่ ส่งผลให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

– ใช้เทคโนโลยีแต่พอดี การทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ หรือใช้สมาร์ทโฟนมากเกินไป โดยเฉพาะเวลาก่อนนอนอาจทำให้เมื่อตื่นนอนขึ้นมาจะรู้สึกเพลียเหมือนนอนหลับไม่เต็มอิ่ม เนื่องจากไฟที่สว่างจ้าจากหน้าจอเหล่านั้นจะทำให้นาฬิกาชีวภาพและระบบการทำงานในร่างกายทำงานได้ไม่เป็นปกติ ทำให้รู้สึกง่วงเพลียหลังตื่น หากอยากนอนเต็มอิ่ม พรุ่งนี้เช้าตื่นมาสดใสกระปรี้กระเปร่า เพียงแค่ปิดเครื่องมือสื่อสารและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ก่อนนอนสัก 1 – 2 ชั่วโมง ก็ช่วยได้แล้ว

ไม่ต้องรอให้ป่วยก่อน ก็ดูแลสุขภาพได้ในทุกวันของการทำงาน ลุยงานเต็มที่ ก็ต้องไม่ลืมดูแลตัวเองด้วยเช่นกัน จะได้ strong strong มีพลังสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ในการทำงานได้ต่อไป

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *