Synology เปิดตัว DiskStation DS218play ตัวช่วยเก็บข้อมูลรุ่นใหม่

ซินโนโลยี (Synology®) เป็นเซิฟเวอร์ NAS เปิดตัว DiskStation รุ่นใหม่ 3 รุ่น ได้แก่ DiskStation DS218play, DS218j และ DS118 ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นครบครัน ตั้งแต่ การสตรีมมิ่งมีเดีย แชร์ไฟล์ข้อมูล และ แบ็คอัพข้อมูลสำรอง ตอบโจทย์โฮมยูสเซอร์และออฟฟิศขนาดเล็กได้เป็นอย่างดี

Synology เปิดตัว DiskStation DS218play ตัวช่วยเก็บข้อมูลรุ่นใหม่

Synology เปิดตัว DiskStation DS218play ตัวช่วยเก็บข้อมูลรุ่นใหม่

รุ่น DS218play มาพร้อมกับหน่วยประมวลผล 64-bit quad-core 1.4 GHz ที่มีระบบรักษาความปลอดภัย hardware encryption engine และ RAM ขนาด 1GB ที่เพิ่มประสิทธิภาพความเร็วการอ่านและไรท์ข้อมูลสูงกว่า 110 MB/s พร้อมระบบการเปลี่ยนแปลงข้อมูล (Hardware transcoding engine) ที่รองรับการแปลงไฟล์ single channel 10-bit H.265 4K Ultra HD หรือ single channel full HD video ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเปิดดูวีดีโอแบบ real-time ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตามและไม่จำกัดจำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ

รุ่น DS218j มาพร้อมหน่วยประมวลผล dual-core 1.3 GHz และ มีระบบรักษาความปลอดภัย hardware encryption engine และ RAM ขนาด 1.3 GB ให้ความเร็วในการอ่านข้อมูลสูงถึง 113 MB/s และไรท์ข้อมูลได้เร็วถึง 112 MB/s นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าถึงข้อมูลได้เร็วขึ้นและประหยัดพลังงานมากกว่าเดิม ด้วยดีไซน์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ใช้พลังงานเพียง 17.48 วัตต์ ในช่วงใช้งานหนักที่สุดและเพียง 7.03 วัตต์ ในโหมด HDD Hibernation

รุ่น DS118 เป็น NAS ขนาด 1 bay รุ่นใหม่จาก Synology มาพร้อมกับหน่วยประมวลผล 64-bit quad-core 1.4 GHz RAM และระบบรักษาความปลอดภัย hardware encryption engine ให้ความเร็วในการอ่านและไรท์ข้อมูลสูงถึงกว่า 110 MB/s เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพื้นที่สำหรับการสำรองข้อมูล โดยมีฟีเจอร์ QuickConnect ช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม นอกจากนี้ ยังยังรองรับการแปลงไฟล์ 10-bit H.265 4K video ทันที เพื่อให้ใช้งานได้กับทุกมัลติมีเดียพร้อมให้ความบันเทิงแบบไร้รอยต่อ

แคทารีน่า เชา ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ จาก Synology กล่าวว่า “NAS ทั้ง 3 รุ่นนี้ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นโซลูชั่นจัดเก็บข้อมูลมัลติมีเดียชั้นเยี่ยม เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพและวิดีโอเพื่อเก็บความประทับใจไว้แบ่งปันกันระหว่างครอบครัวและเพื่อน นอกจากนี้ทั้ง 3 รุ่นยังมาพร้อมกับ add-on package ที่หลากหลายตามการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคน ตอบโจทย์ทั้งโฮมยูสเซอร์ตลอดจนออฟฟิศขนาดเล็กที่มองหาตัวช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน”

NAS รุ่นใหม่ทั้ง 3 รุ่น ปฏิบัติการด้วย DiskStation Manager (DSM) ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบปฏิบัติการขั้นสูงและใช้งานง่ายที่สุด และยังมีแอพพลิเคชั่นหลากหลาย ครอบคลุม มัลติมีเดีย การแชร์ไฟล์ และ productivity tools สำหรับ NAS โดยเฉพาะ นอกจากนี้ Synology ยังได้รับรางวัลการันตีคุณภาพจากสื่อต่างๆ อาทิ เช่น รางวัลสุดยอด NAS ขนาดกลาง (topping the mid-range NAS category) จาก TechTarget’s และรางวัล PC Mag Readers’ Choice ติดต่อกันถึง 7 ปี

นั่งทำงานเฉยๆ ก็เหนื่อยล้าได้ มาเติมพลังให้การทำงานกันเถอะ

มองเผิน ๆ มนุษย์เงินเดือนหรือ ฟรีแลนซ์ ที่ทำงานในออฟฟิศอย่างเรา ๆ ก็ดูเหมือนจะได้นั่งทำงานสบาย ๆ อยู่แต่ในห้องแอร์ตลอดทั้งวัน ไม่ต้องทำงานกลางแจ้ง แบกหาม หรือใช้แรงงานหนักแบบอาชีพอื่นแต่แล้ว ทำไมแต่ละวัน นั่งทำงานเฉยๆ ก็เหนื่อยล้า ราวกับผ่านศึกหนักอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทั้งอ่อนเพลีย อ่อนแรง หมดกำลังกายกำลังใจ พาลให้อยากลาออกจากงานไป มาไขข้อข้องใจ ว่าเหตุใด นั่งทำงานเฉย ๆ ถึงเหนื่อยได้ แล้วเราจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร จะได้เปลี่ยนการมาทำงานในทุกวันให้กลายเป็นความสดใส แฮปปี้ได้ ไม่หมดกำลังใจในการทำงานไปอย่างแน่นอน

นั่งทำงานเฉยๆ ก็เหนื่อยล้าได้ มาเติมพลังให้การทำงานกันเถอะ

นั่งทำงานเฉยๆ ก็เหนื่อยล้าได้ มาเติมพลังให้การทำงานกันเถอะ

รู้หรือไม่ว่า ความเหนื่อยล้าทางจิตใจนั้นส่งผลกระทบต่อร่างกายได้ ไม่แพ้การออกกำลังทำงานหนัก ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนกายไปไหนเลยแม้แต่น้อย เพราะร่างกายของเรานั้นตอบสนองต่อความตึงเครียดทั้งทางจิตใจและร่างกายอยู่เสมอ และสมองของเราก็ยังต้องการพลังงานจากร่างกายเยอะมาก ในเวลาปกติ กล้ามเนื้อจะไม่ได้ต้องการออกซิเจนมากเท่าใดนัก แต่สมองกลับต้องการออกซิเจนถึง 20% ของปริมาณออกซิเจนทั้งหมดที่ร่างกายต้องการ การที่สมองต้องการพลังงานมากขนาดนี้ เวลาใช้สมองในการคิดแต่ละที เราจึงรู้สึกเหน็ดเหนื่อยพอ ๆ กับการออกกำลังทางร่างกาย และอีกหนึ่งสาเหตุของความเหนื่อยทั้งใจและกายก็คือ การที่สมองของเรามักจะคาดการณ์ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาข้างหน้าไว้เสมอ เพื่อเตรียมพร้อมกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นทุกเมื่อ จึงทำให้เรารู้สึกเหนื่อย แม้จะไม่ได้ลุกไปไหนเลย ยิ่งถ้าเราเป็นคนที่ขี้กังวลอยู่แล้ว ก็จะยิ่งพะวงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นมากกว่าปกติ และยิ่งทำให้รู้สึกเหนื่อยมากยิ่งขึ้นไปอีก นอกจากความเหนื่อยล้า ในเวลาที่เราต้องทุ่มเทสติปัญญาและกำลังใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็จะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายจะอ่อนแอลง และมีแนวโน้มที่จะล้มป่วยได้ง่ายอีกด้วย

ไม่เท่านั้น เรายังสามารถซึมซับความเหน็ดเหนื่อยจากผู้คนรอบข้างได้ตลอดเวลา เพราะอารมณ์เป็นสิ่งที่ติดต่อกันได้ หากคนทำงานต้องตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่คนบ่นว่าเหนื่อย เครียด ขี้เกียจ นอนไม่หลับ อยากกลับบ้าน ไม่อยากทำงาน ฯลฯ สุดท้ายเราก็อาจจะรับเอาพลังด้านลบนั้นมาโดยไม่รู้ตัว พลอยทำให้เรี่ยวแรงหดหาย กำลังใจถดถอยลงไปอย่างช่วยไม่ได้

นอกจากความเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้นจากการจดจ่อทำงานแล้ว การนั่งทำงานอยู่กับที่นาน ๆ ก็ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพด้วยเช่นกัน เพราะในขณะที่นั่งนั้น กิจกรรมทางไฟฟ้าภายในกล้ามเนื้อของเราจะลดลง และอัตราการเผาผลาญแคลอรีก็จะลดลงตามไปด้วย หลังจากผ่านไป 3 ชั่วโมง หลอดเลือดแดงก็จะลดการขยายขนาดลง ทำให้เลือดไหลเวียนได้ช้า สิ่งที่จะตามมาก็คือ เซลล์ในร่างกายจะได้รับออกซิเจนและสารอาหารไม่เพียงพอ นอกจากนี้ร่างกายยังไม่สามารถดึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และของเสียออกมาจากเซลล์ได้ จึงทำให้รู้สึกเหนื่อย เกิดอาการปวดศีรษะ อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่โรคภัยต่าง ๆ จะเกิดตามมาในอนาคต

มารีเฟรชร่างกายให้สดชื่นพร้อมทำงานกันเถอะ

ดู ๆ ไปแล้ว การนั่งทำงานในออฟฟิศทั้งวี่ทั้งวัน ล้วนแล้วแต่มีความเสี่ยงที่อาจทำให้จิตใจเราทั้งเหนื่อยง่ายและร่างกายก็อาจเกิดอาการเจ็บป่วยได้มาก ดังนั้นเราจึงต้องไม่มองข้ามสุขลักษณะที่ดีในการทำงาน และเริ่มต้นรักษาสุขภาพได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเองอยู่ทุกเมื่อ

– อย่านั่งติดที่ เป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ที่มนุษย์เงินเดือนอย่างเราไม่ควรนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน ในขณะที่นั่งอาจลองเคลื่อนไหวร่างกายโดยเอนตัวไปด้านหน้า-ด้านหลัง และลุกขึ้นเดินอย่างน้อยทุกครึ่งชั่วโมง ไปเข้าห้องน้ำ ดื่มน้ำ ชงเครื่องดื่มร้อน ๆ สักแก้ว เมื่อร่างกายมีการเคลื่อนไหว ระบบกล้ามเนื้อและระบบที่เป็นตัวจัดการกับน้ำตาลในเลือด ไตรกลีเซอไรด์ และคอเลสเตอรอล จะเริ่มทำงาน หากระบบดังกล่าวมีการทำงานอยู่เสมอ จะทำให้เรามีความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานลดลง

– ดื่มน้ำให้มากขึ้น การนั่งทำงานอยู่กับที่เป็นระยะเวลานานนั้นอาจทำให้เราดื่มน้ำไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดความรู้สึกเหนื่อยล้าได้ รู้หรือไหมว่าถ้าในหนึ่งวันร่างกายขาดน้ำเป็นปริมาณมาก จะทำให้เลือดไหลเวียนช้าลงและมีความเข้มข้นมากขึ้น หัวใจสูบฉีดเลือดไปทำงานหล่อเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้ไม่เต็มร้อย ออกซิเจนและสารอาหารก็จะเข้าถึงกล้ามเนื้อและอวัยวะต่าง ๆ ได้ช้าลงอีกด้วย ทางที่ดี ควรดื่มน้ำ 8 – 10 แก้วต่อวัน ช่วยให้เลือดเจือจางและไหลเวียนดีขึ้น ส่งผลให้ผิวพรรณแลดูสุขภาพดี สดใส เปล่งปลั่งขึ้น

– เพิ่มเติมธาตุเหล็ก การบริโภคธาตุเหล็กน้อยเกินไปก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้รู้สึกเหนื่อย เพลีย รู้สึกขี้เกียจ โมโหง่าย อ่อนแอ ป่วยบ่อย และมีอาการไม่สามารถโฟกัสอะไรได้เป็นเวลานานร่วมด้วย ดังนั้นจึงควรบริโภคธาตุเหล็กในอาหารจำพวก เนื้อไม่ติดมัน ไข่แดง ธัญพืช หน่อไม้ฝรั่ง ถั่วฝักยาว ผักแว่น เห็ดฟาง พริกหวาน ใบแมงลัก ใบกระเพรา ถั่วขนาดเล็ก เต้าหู้ ไข่ไก่ ผักใบเขียวเข้ม ถั่วเปลือกแข็ง และเนยถั่ว อย่างน้อย 1 ใน 4 ของอาหารที่ทานต่อวัน ช่วยให้ร่างกายมีพลังในการทำสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น ช่วยในการคิดและจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ลดการเจ็บป่วย และลดความเสี่ยงของภาวะโลหิตจาง

– อาหารเช้า มื้อสำคัญ การที่เราเร่งรีบจนต้องงดอาหารเช้า หรือทานแต่อาหารขยะเป็นประจำก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยและเพลียตลอดวัน แถมยังทำให้อ้วนขึ้นโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากอาหารประเภทนี้ไม่ได้ให้โปรตีน ไขมัน วิตามินต่าง ๆ ที่ให้พลังงาน แต่ให้น้ำตาลกับคาร์โบไฮเดรตจำนวนมากที่เป็นตัวเร่งให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น ทางที่ดีควรรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ เพื่อไม่ให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมาภายหลัง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทานอาหารเช้า โดยลดแป้งและน้ำตาล เสริมด้วยโปรตีนจากธัญพืชและนมสด เพื่อสุขภาพและระบบการทำงานภายในร่างกายที่ดีขึ้น

– พักบ้างก็ได้ แบ่งเวลาจากการทำงานมาชาร์จพลังงานให้กับร่างกายบ้าง อย่าทำงานจนเกินขีดจำกัดความสามารถ ให้เวลาตัวเองได้พักผ่อน เพราะการพักผ่อนอย่างเต็มที่ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง พร้อมสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่ ส่งผลให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

– ใช้เทคโนโลยีแต่พอดี การทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ หรือใช้สมาร์ทโฟนมากเกินไป โดยเฉพาะเวลาก่อนนอนอาจทำให้เมื่อตื่นนอนขึ้นมาจะรู้สึกเพลียเหมือนนอนหลับไม่เต็มอิ่ม เนื่องจากไฟที่สว่างจ้าจากหน้าจอเหล่านั้นจะทำให้นาฬิกาชีวภาพและระบบการทำงานในร่างกายทำงานได้ไม่เป็นปกติ ทำให้รู้สึกง่วงเพลียหลังตื่น หากอยากนอนเต็มอิ่ม พรุ่งนี้เช้าตื่นมาสดใสกระปรี้กระเปร่า เพียงแค่ปิดเครื่องมือสื่อสารและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ก่อนนอนสัก 1 – 2 ชั่วโมง ก็ช่วยได้แล้ว

ไม่ต้องรอให้ป่วยก่อน ก็ดูแลสุขภาพได้ในทุกวันของการทำงาน ลุยงานเต็มที่ ก็ต้องไม่ลืมดูแลตัวเองด้วยเช่นกัน จะได้ strong strong มีพลังสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ในการทำงานได้ต่อไป