เปิดตัวระบบปฏิบัติการใหม่ HarmonyOS มอบประสบการณ์การใช้งานเหนือระดับ

“HarmonyOS” ที่พร้อมจะมอบประสบการณ์การใช้งานที่ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพในทุกๆ อุปกรณ์ที่รองรับและในทุกๆ สถานการณ์ ณ งาน Huawei Developer Conference โดยระบบปฏิบัติการใหม่ HarmonyOS เป็นระบบแบบกระจาย (Distributed Operating System) ซึ่งใช้ Microkernel ในจัดการทรัพยากรระบบ“HarmonyOS” ที่พร้อมจะมอบประสบการณ์การใช้งานที่ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพในทุกๆ อุปกรณ์ที่รองรับและในทุกๆ สถานการณ์ ณ งาน Huawei Developer Conference โดยระบบปฏิบัติการใหม่ HarmonyOS เป็นระบบแบบกระจาย (Distributed Operating System) ซึ่งใช้ Microkernel ในจัดการทรัพยากรระบบ

 

เปิดตัวระบบปฏิบัติการใหม่ HarmonyOS มอบประสบการณ์การใช้งานเหนือระดับ

ริชาร์ด หยู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป กล่าวถึงแนวคิดเบื้องหลังการพัฒนาระบบปฏิบัติการนี้ว่า “โลกของเรากำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่ผู้บริโภคต้องการประสบการณ์การใช้งานจากสิ่งต่างๆ ที่อัจฉริยะและเป็นองค์รวม จากข้อเท็จจริงนี้ หัวเว่ยจึงตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบปฏิบัติการที่จะสามารถรองรับการทำงานบนอุปกรณ์ที่หลากหลายได้ เราจึงต้องการที่จะพัฒนาระบบปฏิบัติการให้สามารถใช้งานได้ในทุกสถานการณ์ รองรับการทำงานกับแพลตฟอร์มและอุปกรณ์หลากประเภท และต้องตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงต้องมีความปลอดภัยกับผู้บริโภคอีกด้วย”

“สิ่งที่กล่าวข้างต้นนั้น คือเป้าหมายของการพัฒนา HarmonyOS ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่มีความแตกต่างกับระบบปฏิบัติการ Android และ iOS เนื่องจาก HarmonyOS มีพื้นฐานการจัดการระบบแบบ Microkernel และเป็นระบบแบบกระจาย (Distributed Operating System) ทำให้ระบบปฏิบัติการ HarmonyOS สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ยอดเยี่ยมได้ในทุกจังหวะของชีวิต นอกจากนี้ยังเป็นระบบปฏิบัติการที่มีความแข็งแกร่ง มีความปลอดภัยสูง และสามารถใช้งานข้ามอุปกรณ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นักพัฒนาซอฟต์แวร์จึงไม่จำเป็นต้องออกแบบแอพลิเคชั่นสำหรับอุปกรณ์ที่แตกต่างกัน เพราะออกแบบเพียงครั้งเดียวก็สามารถเข้ากับอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ HarmonyOS ได้ทุกประเภท” ริชาร์ด หยู กล่าวเสริม

ในปัจจุบัน ผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการมักจะนำเสนอระบบปฏิบัติการใหม่ของตนพร้อมกับฮาร์ดแวร์ที่รองรับ และตลอดทศวรรษที่ผ่านมา หัวเว่ยตระหนักดีว่าโลกในยุคอนาคตจะเป็นโลกที่ทุกอุปกรณ์และทุกกิจกรรมที่ผู้บริโภคทำจะเชื่อมโยงเข้ากันเป็นหนึ่งเดียว หัวเว่ยจึงพยายามค้นหาวิธีที่จะช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งานของผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถใช้งานอุปกรณ์อัจฉริยะได้อย่างไร้ขีดจำกัด

HarmonyOS เป็นระบบปฏิบัติการที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมประสิทธิภาพ โดยหัวเว่ยจะเริ่มต้นใช้ระบบปฏิบัติการนี้กับอุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ เช่น สมาร์ทวอช (Smart Watch) สมาร์ททีวี (Smart Screen) ระบบอินโฟเทนเมนท์ในรถยนต์ (In-Vehicle Systems) และลำโพงอัจฉริยะ หัวเว่ยคาดหวังว่าการพัฒนาระบบปฏิบัติการนี้จะช่วยให้ผู้บริโภคที่ใช้งานผลิตภัณฑ์หัวเว่ย ได้รับประสบการณ์การใช้งานอุปกรณ์ได้อย่างต่อเนื่อง มีความปลอดภัย และรองรับการใช้งานกับทุกๆ อุปกรณ์

HarmonyOS มีคุณสมบัติเด่น 4 ประการ ได้แก่
1. ทำงานได้อย่างต่อเนื่องในทุกอุปกรณ์: HarmonyOS เป็นระบบปฏิบัติการสำหรับสมาร์ทดีไวซ์ระบบแรกที่เป็นระบบแบบกระจาย (Distributed Operating System) จึงสามารถทำงานได้กับทุกอุปกรณ์
HarmonyOS เป็นระบบปฏิบัติการที่สามารถรองรับคุณสมบัติอันชาญฉลาด ทั้ง Shared Communications Platform, Distributed Data Management, Distributed Task Scheduling, และ Virtual Peripherals นอกจากนี้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณสมบัติต่างๆ ของแอพพลิเคชั่นได้อย่างเต็มที่ โดยไม่จำเป็นต้องศึกษารายละเอียดเชิงลึกของการพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้เหมาะสมกับอุปกรณ์รุ่นต่างๆ อีกทั้งยังช่วยให้การจัดจำหน่ายหรือการนำเสนอแอพพลิเคชั่นสำหรับอุปกรณ์ประเภทต่างๆ เป็นไปโดยง่าย เพราะระบบปฏิบัติการนี้มีสถาปัตยกรรมของระบบปฏิบัติการเป็นแบบ Distributed OS และรองรับเทคโนโลยี Distributed Virtual Bus โดยแอพพลิเคชั่นสำหรับระบบปฏิบัติการนี้จะสามารถใช้งานกับอุปกรณ์ที่แตกต่างกันได้อย่างต่อเนื่อง

2. ทำงานได้อย่างลื่นไหลบนเทคโนโลยี Deterministic Latency Engine และ high-performance IPC
HarmonyOS ใช้เทคโนโลยี Deterministic Latency Engine และ High-Performance Inter Process Communication (IPC) เพื่อการทำงานที่ลื่นไหล โดยเทคโนโลยี Deterministic Latency Engine จะช่วยจัดลำดับคำสั่งที่ต้องทำงานก่อนและตั้งกรอบเวลาสำหรับการทำงานของคำสั่งต่างๆ ไว้ล่วงหน้าได้ ช่วยให้ทรัพยากรของระบบสามารถจัดการกับการทำงานที่สำคัญกว่าได้ก่อน ลดอาการหน่วงของแอพพลิเคชั่นลงได้ถึง 25.7% นอกจากนี้ Microkernel ที่หัวเว่ยใช้ยังสอดคล้องกับเทคโนโลยี IPC ส่งผลให้ประสิทธิภาพของ IPC สูงกว่าระบบปฏิบัติการอื่นๆ ถึง 5 เท่า

3. ความปลอดภัยสูง: สร้างนิยามใหม่ของความปลอดภัยตั้งแต่แกนระบบ จากการใช้ Microkernel
HarmonyOS ใช้สถาปัตยกรรม Microkernel แบบใหม่ล่าสุด ที่มีความปลอดภัยสูงและทำงานได้ลื่นไหลกว่าเดิม และช่วยให้การพัฒนาเคอร์เนลระบบเป็นไปโดยง่ายขึ้น เนื่องจาก Microkernel จะทำหน้าที่ในการพัฒนาเคอร์เนลระบบให้สามารถรองรับการทำงานที่สำคัญได้ เช่น การกำหนดลำดับการทำงานของคำสั่งต่างๆ บนเธรด (Thread) และระบบ IPC
Microkernel ของระบบปฏิบัติการ HarmonyOS มีระบบการยืนยันแบบ Formal Verification ที่ทำงานบน Trusted Execution Environment (TEE) อันเป็นแนวคิดใหม่ของระบบความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของระบบ โดยระบบการยืนยันแบบ Formal Verification นั้นทำงานโดยอาศัยการสร้างโมเดลข้อมูลเพื่อตรวจสอบทุกส่วนของซอฟต์แวร์ และใช้กลไกทางคณิตศาสตร์เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของระบบตั้งแต่แหล่งที่มา ซึ่งแตกต่างจากระบบการยืนยันแบบเดิม เช่น แบบ Functional Verification หรือ แบบ Attack Simulation ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบความปลอดภัยได้อย่างเต็มรูปแบบ
HarmonyOS เป็นระบบปฏิบัติแรกที่มีระบบการยืนยันแบบ Formal Verification ที่ทำงานบน TEE ซึ่งยกระดับความปลอดภัยให้สูงขึ้นเป็นอย่างมาก เพราะระบบปฏิบัติการนี้มีจำนวนบรรทัดของโค้ดที่ใช้ในการพัฒนาน้อยกว่าระบบปฏิบัติการอื่นๆ เนื่องจากการใช้ระบบ Microkernel มีจำนวนบรรทัดโค้ดที่น้อยกว่าระบบปฏิบัติการที่พัฒนาจาก Linuxkernel ถึง 1 ต่อ 1,000 ทำให้ HarmonyOS มีช่องโหว่ของระบบน้อยกว่าระบบปฏิบัติการอื่นอย่างมาก

4. พัฒนาแอพลิเคชั่นเพียงครั้งเดียวก็ใช้งานได้ทุกอุปกรณ์ ด้วย Multi-Device IDE
HarmonyOS รองรับระบบ Multi-Device IDE ซึ่งเป็นระบบที่รองรับภาษาคอมพิวเตอร์หลากหลายภาษาและมีสถาปัตยกรรมที่รองรับการพัฒนาแอพพลิเคชั่นแบบเฉพาะ ตัวระบบปฏิบัติการจึงสามารถปรับขนาดให้เหมาะสมกับหน้าจอ ตัวป้อนคำสั่ง หรือเครื่องมือสำหรับการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ที่แตกต่างกันได้โดยอัตโนมัติ อีกทั้งยังรองรับทั้งการลากและวาง รวมไปถึงการพรีวิวซอฟต์แวร์แบบเสมือนจริงในขั้นตอนการพัฒนาอีกด้วย นักพัฒนาซอฟต์แวร์จึงสามารถลดเวลาที่ต้องใช้ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้รองรับทุกอุปกรณ์ได้ เพราะระบบ Multi-device IDE ช่วยให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถเขียนชุดคำสั่งเพียงครั้งเดียวก็นำซอฟต์แวร์ของตนไปใช้งานได้กับทุกอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ HarmonyOS อีกทั้งยังช่วยยกระดับการทำงานกับอุปกรณ์ที่หลากหลายอย่างไร้รอยต่อไปอีกขั้น

HUAWEI ARK Compiler เป็นคอมไพเลอร์แบบ Static ตัวแรกที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับ Virtual Machine ของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ซึ่งจะช่วยให้นักพัฒนาสามารถรวบรวมโค้ดที่ซับซ้อนมาเพื่อให้ระบบแปลงเป็นโค้ดที่เรียบง่ายสำหรับการทำงานได้อย่างสะดวกรวดเร็ว HUAWEI ARK Compiler จึงเอื้อประโยชน์ให้กับนักพัฒนาเป็นอย่างมาก

แผนการสำหรับนักพัฒนาและกระบวนการสร้าง Ecosystem
ในโอกาสเดียวกันนี้ หัวเว่ยยังนำเสนอแนวทางการพัฒนาทั้ง HarmonyOS และเคอร์เนลของระบบ โดย HarmonyOS เวอร์ชั่น 1.0 จะติดตั้งในผลิตภัณฑ์สมาร์ททีวี (Smart Screen) ของหัวเว่ย ที่จะวางจำหน่ายภายในปีนี้ และภายใน 3 ปีข้างหน้า หัวเว่ยคาดว่าจะพัฒนาระบบปฏิบัติการนี้ให้สามารถทำงานกับสมาร์ทดีไวซ์ได้หลากประเภท เช่น Wearable, HUAWEI Vision และระบบปฏิบัติการภายในรถยนต์

แน่นอนว่าความสำเร็จของ HarmonyOS ขึ้นอยู่กับการสร้าง Ecosystem ของทั้งแอพลิเคชั่นและนักพัฒนา หัวเว่ยจึงจะนำเสนอระบบปฏิบัติการนี้เป็นแบบเปิดสำหรับนักพัฒนาทั่วโลก นอกจากนี้หัวเว่ยยังจะตั้งกองทุนและชุมชนนักพัฒนาแบบเปิด เพื่อสร้างความร่วมมือเชิงลึกกับนักพัฒนาอีกด้วย

สาธารณรัฐประชาชนจีน มีฐานผู้ใช้งานและ Ecosystem ของแอพพลิเคชั่นที่แข็งแกร่งมาก หัวเว่ยจึงจะวางรากฐานของระบบปฏิบัติการนี้ในสาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนจะขยายออกไปยังตลาดอื่นทั่วโลก โดยหัวเว่ยพร้อมจะสร้างและสานต่อคุณค่าใหม่ๆ ให้กับระบบปฏิบัติการนี้ผ่านการร่วมพัฒนาและแลกเปลี่ยนข้อมูลในด้านต่างๆ ทั้งคุณสมบัติการเชื่อมต่อ กล้อง และปัญญาประดิษฐ์ (AI) หัวเว่ยจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรเพื่อพัฒนาบริการและแอพลิเคชั่นเพื่อมอบทั้งประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้และสร้างมาตรฐานใหม่ในอุตสาหกรรม

HarmonyOS จะนำประโยชน์ที่หลากหลายมาสู่ผู้ใช้งาน ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ และนักพัฒนา โดยผู้บริโภคจะได้สัมผัสประสบการณ์การใช้งานที่เปี่ยมพลังและไร้รอยต่อตลอดทุกจังหวะของชีวิต ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์จะสามารถพัฒนาฮาร์ดแวร์ที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น 5G, ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ IoT ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น และสำหรับนักพัฒนา จะสามารถเข้าถึงผู้ใช้จำนวนมากโดยใช้ต้นทุนน้อยลง และยังทำงานได้รวดเร็วขึ้น

ริชาร์ด หยู กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “หัวเว่ยเชื่อมั่นว่าระบบปฏิบัติการ HarmonyOS จะยกระดับอุตสาหกรรมและเติมเต็ม Ecosystem ไปอีกขั้น โดยเป้าหมายของเราคือการช่วยให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์การใช้งานที่หลากหลาย และเปี่ยมประสิทธิภาพ ในโอกาสนี้ เราขอเชิญชวนนักพัฒนาจากทั่วโลกร่วมพัฒนาระบบปฏิบัติการนี้ร่วมไปกับเรา เพราะหากเราร่วมมือกัน เราจะสามารถส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่เหนือระดับในทุกจังหวะชีวิตสู่ผู้ใช้งานทั่วโลกได้”

WF-1000XM3 ปลุกกระแสตลาดหูฟังไร้สายตัดเสียงรบกวนคุณภาพสูง

บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด เดินหน้ายกระดับประสบการณ์ฟังเพลงคุณภาพให้เหนือขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการเปิดตัวไลน์อัพผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงรุ่นใหม่ล่าสุดบุกตลาด นำทัพโดยกลุ่มหูฟังไร้สายแบบ Truly Wireless ระดับเรือธงในตระกูล 1000X รุ่น WF-1000XM3 หูฟังไร้สายแบบอินเอียร์ที่โดดเด่นด้วยระบบตัดเสียงรบกวนระดับไฮเอนด์ พร้อมฟีเจอร์การใช้งานสุดไฮเทคครบครันเป็นหัวหอกในการทำตลาด รวมทั้งเพิ่มไลน์อัพในกลุ่มหูฟังและลำโพงไร้สายระดับพรีเมี่ยม

 

WF-1000XM3 ปลุกกระแสตลาดหูฟังไร้สายตัดเสียงรบกวนคุณภาพสูง

ในตระกูล Extra Bass ที่พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ในการฟังเพลงให้กับนักฟังเพลงรุ่นใหม่ที่หลงใหลในพลังเบสและเสียงที่สมจริงเสมือนราวกับฟังดนตรีสดโดยเฉพาะ พร้อมกับแนะนำลำโพงแก้วไร้สาย LSPX-S2 รุ่นใหม่ รวมทั้งลำโพง Sound Bar และชุดเครื่องเสียงขนาดกะทัดรัด ที่มาพร้อมเทคโนโลยีเสียงอันล้ำสมัยและฟังก์ชั่นการทำงานอันชาญฉลาด เพื่อเติมเต็มความต้องการของนักฟังเพลงรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์และต้องการฟังเพลงคุณภาพสูงในทุกที่ทุกเวลาให้ครอบคลุมทุกกลุ่มยิ่งขึ้นบริษัท โซนี่ ไทย จำกัด เดินหน้ายกระดับประสบการณ์ฟังเพลงคุณภาพให้เหนือขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการเปิดตัวไลน์อัพผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงรุ่นใหม่ล่าสุดบุกตลาด นำทัพโดยกลุ่มหูฟังไร้สายแบบ Truly Wireless ระดับเรือธงในตระกูล 1000X รุ่น “WF-1000XM3” หูฟังไร้สายแบบอินเอียร์ที่โดดเด่นด้วยระบบตัดเสียงรบกวนระดับไฮเอนด์ พร้อมฟีเจอร์การใช้งานสุดไฮเทคครบครันเป็นหัวหอกในการทำตลาด รวมทั้งเพิ่มไลน์อัพในกลุ่มหูฟังและลำโพงไร้สายระดับพรีเมี่ยมในตระกูล Extra Bass ที่พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ในการฟังเพลงให้กับนักฟังเพลงรุ่นใหม่ที่หลงใหลในพลังเบสและเสียงที่สมจริงเสมือนราวกับฟังดนตรีสดโดยเฉพาะ พร้อมกับแนะนำลำโพงแก้วไร้สาย LSPX-S2 รุ่นใหม่ รวมทั้งลำโพง Sound Bar และชุดเครื่องเสียงขนาดกะทัดรัด ที่มาพร้อมเทคโนโลยีเสียงอันล้ำสมัยและฟังก์ชั่นการทำงานอันชาญฉลาด เพื่อเติมเต็มความต้องการของนักฟังเพลงรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์และต้องการฟังเพลงคุณภาพสูงในทุกที่ทุกเวลาให้ครอบคลุมทุกกลุ่มยิ่งขึ้น
มร. มาซากิ มัทซูมาเอะ (Mr. Masaki Matsumae) กรรมการผู้จัดการ โซนี่ ไทย จ.ก. (Managing Director – Sony Thai Co., Ltd.) เปิดเผยว่า “โซนี่มุ่งมั่นให้ความสำคัญในการพัฒนาและสร้างสรรค์เทคโนโลยีด้านเสียงอย่างไม่หยุดนิ่ง ส่งผลให้เราคิดค้นวัตกรรมที่ถ่ายทอดเสียงที่มีคุณภาพสูงสุดตอบรับการฟังเพลง และรูปแบบการใช้งานที่หลากหลาย โดยคำนึงถึงการใช้งานที่สะดวกสบายสอดรับกับพฤติกรรม และไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ได้อย่างลงตัว เช่นเดียวกับเทคโนโลยี Noise Canceling หรือระบบตัดเสียงรบกวนที่โซนี่ได้พัฒนาขึ้น และนำมาใช้ในหูฟังของโซนี่ จนได้รับการยอมรับอย่างดียิ่งทั้งจากสื่อมวลชน และผู้ใช้ทั่วโลก และส่งผลให้ธุรกิจหูฟังของโซนี่จากปี 2015 ถึงปัจจุบันมีการเติบโตขึ้น  3 เท่า โดยเฉพาะหลังจากการเปิดตัวหูฟังไร้สาย Noise Canceling แบบครอบหูรุ่น WH-1000XM3 ส่งผลให้โซนี่ขึ้นแท่นผู้นำในตลาดหูฟังแบบครอบหูด้วยส่วนแบ่งการตลาด 34% (เชิงมูลค่า) และครองส่วนแบ่งถึง 70% ในตลาดหูฟังแบบ Noise Cancelling ในวันนี้ โซนี่จึงพร้อมแนะนำหูฟังตัดเสียงรบกวนแบบไร้สายระดับพรีเมียมรุ่นใหม่ล่าสุดคือ  WF-1000XM3 ที่มีขนาดเล็ก กะทัดรัด แต่อัดแน่นด้วยคุณภาพเสียง และสุดยอดเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนที่ได้รับการถ่ายทอดคุณสมบัติจากรุ่นพี่ WH-1000XM3 มาอย่างครบถ้วน โซนี่มั่นใจว่า WF-1000XM3 จะตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในเรื่องของคุณภาพ และการใช้งาน และคาดว่าจะส่งผลให้โซนี่สามารถขับเคลื่อนธุรกิจผลิตภัณฑ์หูฟังไร้สายให้เติบโตขึ้นอีก 3 เท่าภายในปีนี้”
ผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มเครื่องเสียงจากโซนี่ ประกอบด้วย
ผลิตภัณฑ์หูฟังไร้สายในตระกูล 1000X
WF-1000XM3เป็นสุดยอดหูฟังไร้สายระบบตัดเสียงรบกวนแบบ Truly Wireless รุ่นแรกที่มีการนำเทคโนโลยีการนำเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนแบบ HD Noise Cancelling Processor QN1e ซึ่งบรรจุอยู่ในหูฟังรุ่นพี่อย่าง  WH-1000Xm3 มาใช้งานกับหูฟัง Truly Wireless ขนาดเล็ก เพื่อมอบประสบการณ์ฟังเพลงที่เหนือระดับยิ่งกว่าเดิม ผสานกับจุดเด่นของเทคโนโลยี Dual Noise Sensor ที่ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยกรองเสียงที่ไม่พึงประสงค์ได้ดีกว่าเดิม ทั้งตัดเสียงรบกวนบนท้องถนน และเสียงสนทนารอบข้างได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้ผู้ใช้เพลิดเพลินไปกับการฟังเพลงในบรรยากาศที่เป็นส่วนตัวได้อย่างเต็มอรรถรสและปลอดภัยยิ่งขึ้น รวมถึงรองรับการประมวลสัญญาณเสียงดิจิทัลแบบ 24 bit พร้อมเทคโนโลยีเสียง DSEE HX Digital Sound Enhancement Engine ที่จะยกระดับปรับปรุงคุณภาพของสัญญาณที่ถูกบีบอัดมาจากต้นฉบับ ให้มีคุณภาพเสียงใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด
นอกจากนี้ WF-1000XM3 ยังมาพร้อมฟังก์ชั่น Adaptive Sound Control คุณสมบัติที่ช่วยตรวจจับความเคลื่อนไหวของผู้ใช้งานและตั้งค่าเสียงการตัดเสียงรบกวน และการรับเสียงจากภายนอกอัตโนมัติเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในสถานการณ์นั้นๆ ทั้งยังเพิ่มความสะดวกในการใช้งานด้วยโหมด Quick Attention สำหรับควบคุมการรับเสียงจากภายนอกด้วยตัวเอง เพียงแค่ใช้นิ้วสัมผัสไปที่หูฟังด้านซ้าย ความดังของเสียงเพลงจะถูกลดระดับลงมาทันทีเพื่อให้คุณได้ยินเสียงจากภายนอกผ่านเข้าไปในหูฟัง รวมถึงรองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายผ่านสัญญาณ Bluetooth® เวอร์ชั่น 5.0 และ NFC ซึ่งได้รับการปรับปรุงขึ้นใหม่เพื่อให้หูฟังทั้งสองข้างสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้โดยตรง ขณะที่ตัวหูฟังมีขนาดกระทัดรัด น้ำหนักเบาเพียงข้างละ  8.5  กรัม สวมใส่สบาย แถมพกพาสะดวกด้วยกล่องบรรจุเพื่อจัดเก็บ และชาร์จไฟพร้อมกันในตัว เมื่อตัวหูฟังถูกเสียบกลับลงในกล่องเคส โดยหูฟังสามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง 6 ชั่วโมงเมื่อเปิด Noise Cancelling และสามารถชาร์จได้อีก 3 ครั้งเพียงเก็บลงในกล่องเคส ทำให้ใช้งานได้ยาวนานสูงสุดถึง 24 ชั่วโมง อีกทั้งยังมีระบบ Quick Charge ที่สามารถฟังเพลงต่อเนื่องได้นานถึง 90 นาที เมื่อชาร์จไฟเพียง 10 นาทีเท่านั้น โดยสายชาร์จจะเป็นแบบ USB Type C พร้อมวางจำหน่ายในราคา  8,990 บาท โดยจะมี 2 สีให้เลือกคือสีดำ และสีเงิน
ผลิตภัณฑ์หูฟังในตระกูล Extra Bass
WH-XB700หูฟังครอบหูแบบไร้สายในตระกูล Extra Bass ที่จะทำให้คนรักเสียงเพลงสามารถเพลิดเพลินกับการฟังเสียงดนตรีสุดโปรดได้อย่างสะดวกสบายทุกที่ทุกเวลา ด้วยการออกแบบที่เพรียวบาง มีน้ำหนักเบาอยู่ที่ 195 กรัม และยังหมุนพับเก็บได้ง่าย ทำให้สวมใส่สบายและสามารถจะพกพาไปฟังเพลงได้อย่างง่ายดาย ขณะที่ตัวแพดหูฟังบุด้วยฟองน้ำหุ้มด้วยหนังเทียม จึงช่วยกันเสียงรบกวนจากภายนอกได้เป็นอย่างดี พร้อมมีไมโครโฟนบิวท์อิน และ Voice Assistance ทำให้สามารถสลับการฟังเพลงและคุยโทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องถอดหูฟัง นอกจากนี้      ยังโดดเด่นในเรื่องคุณภาพเสียงจากไดร์เวอร์ขับเสียงขนาด 30 ม.ม. รวมถึงให้เบสทรงพลังสัมผัสถึงความลึกและความชัดเจนของเสียงร้องได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งยังมีระบบ Quick Charge ที่ทำให้คนรักเสียงดนตรีสามารถฟังเพลงได้นานต่อเนื่องถึง 90 นาที เพียงชาร์จไฟแค่ 10 นาที จึงไม่ต้องกัวลว่าแบตเตอรี่จะหมดแม้ขณะเดินทาง พร้อมรองรับการใช้งาน Google Assistance และ Amazon Alexa อีกด้วย เพื่อให้คุณเพลิดเพลินไปกับการเล่นเพลงที่ชอบได้อย่างสนุกยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันตัวหูฟังยังรองการปรับแต่ง EQ ผ่านแอพพลิเคชั่น Sony Headphones Connect โดยสามารถฟังเพลงได้ยาวนานถึง 30 ชั่วโมง พร้อมวางจำหน่าย ในราคา 4,990 บาท โดยจะมี 2 สีให้เลือกคือ สีดำ และสีน้ำเงิน
WH-XB900Nเป็นผลิตภัณฑ์หูฟังครอบหูแบบไร้สายระดับพรีเมี่ยมในตระกูล Extra Bass ที่ได้รับการอัพเกรดคุณสมบัติใหม่เพื่อถ่ายทอดรายละเอียดของเสียงได้โดดเด่นเต็มอรรถรสมากยิ่งขึ้น โดยนำเทคโนโลยีระบบตัดเสียงรบกวนที่อยู่ในหูฟังรุ่นยอดนิยมอย่าง WH-1000XM3 มาผสานเข้ากับจุดเด่นของเสียงเบสที่หนักแน่นทรงพลัง ช่วยเพิ่มความสุนทรีย์ในการฟังเพลงอย่างเต็มอรรถรสยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเพิ่มความสะดวกในการใช้งานด้วยโหมด Quick Attention สำหรับควบคุมการรับเสียงจากภายนอกด้วยตัวเอง เพียงแค่ใช้นิ้วสัมผัสไปที่หูฟังด้านขวา ความดังของเสียงเพลงจะถูกลดระดับลงมาทันทีเพื่อให้คุณได้ยินเสียงจากภายนอกผ่านเข้าไปในหูฟัง รวมถึงสามารถหยุดเล่นเพลงชั่วคราวและปรับระดับเสียงให้เหมาะกับการใช้งานระหว่างเดินทาง ทั้งยังรองรับการใช้งาน Google Assistance และ Amazon Alexa อีกด้วย เพื่อให้คุณเพลิดเพลินไปกับการเล่นเพลงที่ชอบได้อย่างสนุกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ตัวหูฟังยังได้การออกแบบอย่างพิถีพิถันด้วยวัสดุอย่างดีให้สัมผัสนุ่มใส่สบาย ทำให้คุณสามารถฟังเพลงได้ต่อเนื่องยาวนาน โดยใช้งานได้ต่อเนื่องนานถึง 30 ชั่วโมง และชาร์จเพียง 10 นาทีสามารถใช้งานได้ถึง 60 นาที รองรับระบบเชื่อมต่อแบบไร้สายผ่านสัญญาณ Bluetooth และ NFC รวมถึงมีไมค์ในตัว ควบคุมด้วยระบบสัมผัส และแอปพลิเคชั่นปรับแต่งเสียงอย่าง Sony Headphones Connect ที่ให้คุณเลือกปรับแต่งเสียงได้เพื่อฟังเพลงในแนวเสียงที่ตามที่ต้องการ พร้อมวางจำหน่ายในเดือนสิงหาคม ศกนี้ ในราคา 7,990 บาท โดยมี 2 สีให้เลือกคือ สีดำ และสีน้ำเงิน
นอกจากนี้ โซนี่ยังมีหูฟังไร้สายรุ่นใหม่มาเสริมทัพเอาใจผู้บริโภคชื่นชอบการฟังเพลงได้ดื่มด่ำไปกับเสียงดนตรีอย่างเต็มอิ่มในราคาย่อมเยาว์ แต่ยังได้คุณภาพสียงที่ดีและรองรับการใช้งานที่ยาวนานอีกด้วย ทั้ง WI-C200 เป็นหูฟังแบบ in-ear ไร้สายที่จะทำให้คนรักดนตรีได้เพลิดเพลินกับการฟังเสียงเพลงอย่างสะดวกสบายทุกที่ทุกเวลาด้วยน้ำหนักที่เบาและใช้งานง่าย พร้อมมีไมโครโฟนในตัว แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 15 ช.ม. ราคาประหยัดเพียง 1,590 บาท มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีดำและสีขาว นอกจากนี้ยังมีรุ่น WI-C310 ที่มาพร้อมการออกแบบด้วยวัสดุเมทาลิคพร้อมสายแบบแบน ด้วยราคาเพียง 1,790 บาท มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีดำ สีขาว สีน้ำเงิน และสีทอง

ผลิตภัณฑ์ลำโพงไร้สายแบบพกพาตระกูล Extra Bass
SRS-XB12ลำโพงไร้สายแบบพกพาขนาดกะทัดรัดที่ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วยการออกแบบมาในรูปทรงกระบอกกลมมน น้ำหนักเบา พร้อมกับสายคล้องแบบถอดได้ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการพกพาไปแฮงเอ้าท์นอกสถานที่กับเพื่อนได้อย่างคล่องตัวยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ตัวลำโพงยังผลิตจากวัสดุชั้นเยี่ยมทำให้แข็งแรงทนทาน แถมยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีเสียงชั้นยอดมากมาย อาทิ EXTRA BASS ที่จะทำให้คุณดื่มด่ำกับเบสที่ทรงพลังยิ่งขึ้น พร้อมเทคโนโลยีป้องกันน้ำและฝุ่นตามมาตรฐาน IP67 ซึ่งจะช่วยให้คุณสนุกสุดเหวี่ยงกับปาร์ตี้ริมสระอย่างเต็มอิ่มยิ่งขึ้นโดยไร้กังวลแม้ลำโพงคู่ใจจะเปียกน้ำ และยังรองรับระบบเชื่อมต่อแบบไร้สาย ผ่านเทคโนโลยีล่าสุดอย่าง Bluetooth เพื่อความสะดวกในการจับคู่ลำโพงสองตัวเข้าด้วยกันสามารถเลือกฟังเป็นเสียงแบบสเตอริโอเพื่อฟังเพลงอย่างมีอรรถรสยิ่งกว่าเดิม นอกจากนี้ ตัวลำโพงยังสามารถควบคุมการทำงานทั้งการรับสายโทรศัพท์ เพิ่มและลดเสียง โดยสามารถใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องสูงสุดถึง 16 ชั่วโมง มีให้เลือกด้วยกัน 6 สี คือ สีดำ แดง น้ำเงิน เขียว เทา และม่วง วางจำหน่ายแล้วในราคา 1,990 บาท
SRS-XB22ลำโพงไร้สายแบบพกพาที่ได้รับการออกแบบให้มีขนาดกะทัดรัดและผลิตจากวัสดุยางซิลิโคนชั้นเยี่ยมให้ความแข็งแรงทนทานจับถนัดไม่หลุดมือเพื่อตอบโจทย์คนรักเสียงเพลงแนว EDM ที่ชื่นชอบการทำกิจกรรมหนัก ๆ ได้เพลินไปกับงานปาร์ตี้ได้ทุกที่ทุกเวลาโดยไม่ต้องกลัวว่าลำโพงคู่ใจจะเสียหายจากแรงกระแทก แถมอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีเสียงชั้นยอด อาทิ EXTRA BASS และ DSP ที่จะทำให้คุณสร้างบรรยากาศงานปาร์ตี้ให้สนุกสุดเหวี่ยงยิ่งขึ้นด้วยเสียงเบสหนักแน่นทรงพลัง พร้อมรองรับระบบเชื่อมต่อ NFC One-touch และ Bluetooth สำหรับการเชื่อมต่อใช้งานกับอุปกรณ์อื่น ๆ อาทิ สมาร์ทโฟน เครื่องเล่นเพลงดิจิตอล นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยไฟ LED เพิ่มบรรยากาศความสนุกสนานในระหว่างการเล่นเพลงอีกด้วย รวมถึงมีซาวด์เอฟเฟกต์ และ Party Booster ที่จะช่วยให้คุณเปลี่ยนลำโพงเป็นเครื่องเคาะให้เสียงเครื่องดนตรีได้มันส์สะใจมากขึ้น แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องสูงสุดถึง 12 ชั่วโมง โดยมีให้เลือกด้วยกัน 5 สีคือ สีดำ แดง น้ำเงิน เขียว และเทา วางจำหน่ายแล้วในราคา 3,990 บาท
SRS-XB32ลำโพงไร้สายแบบพกพาขนาดกลางที่จะเปิดประสบการณ์ใหม่สำหรับคนชอบปาร์ตี้และรักในเสียงดนตรีได้สนุกสุดมันส์ยิ่งกว่าเดิม ด้วยไฟหลากสีสันที่มาพร้อมลำโพงซึ่งสามารถซิงค์เข้ากับจังหวะเสียงเพลงที่กำลังเล่น ทำให้คุณสามารถเปลี่ยนสีของไฟที่ออกมารอบลำโพงให้เข้ากับเสียงเพลงและบรรยากาศในงานปาร์ตี้ของคุณได้ ทั้งยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยี EXTRA BASS และ Live Sound ที่จะให้พลังเบสสุดกระหึ่มและเสียงที่มีความสมจริงเหมือนกับการฟังดนตรีสดเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมาพร้อมเทคโนโลยีป้องกันน้ำและฝุ่นตามมาตรฐาน IP67 และยังสามารถเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย ผ่านเทคโนโลยีอย่าง NFC และ SongPal ( Music Center) ที่จะช่วยเชี่อมต่อและควบคุมความบันเทิงแบบไร้สาย รวมถึงมี Party Chain เพื่อเชื่อมต่อลำโพงเข้าด้วยกันมากถึง 100 ตัวเพื่อทำเป็น Stereo Sound ด้วยเทคโนโลยี Bluetooth โดยสามารถใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องสูงสุดถึง 24 ชั่วโมง แต่หากเปิดไฟใช้งานได้ยาวนานถึง 14 ชั่วโมง และยังสามารถชาร์จอุปกรณ์พกพาได้อีกด้วย มีให้เลือก 5 สี คือสีดำ แดง น้ำเงิน เขียว และเทา วางจำหน่ายแล้วในราคา 5,490 บาท
ผลิตภัณฑ์ Premium ในตระกูล Extra Bass
Life Space UX – Glass Sound Speakers
LSPX-S2ลำโพงแก้วไร้สายรุ่นล่าสุดจากโซนี่ ที่มาพร้อมดีไซน์เรียบหรูขนาดกะทัดรัดเพื่อการฟังเพลงอย่างสไตล์ ด้วยการออกแบบให้เป็นโคมไฟทรงกระบอกที่ให้แสงสว่างภายในห้องด้วยหลอดฟิลาเมนท์ LED ทำให้คุณสามารถปรับแสงสว่างให้เข้ากับพื้นที่ได้มากถึง 32 ระดับทีเดียว และหากต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวายคุณก็สามารถจะแปลงบ้านให้เป็นพื้นที่ที่ผ่อนคลายได้อย่างง่ายดายด้วยโหมดแสงเทียนซึ่งจะให้แสงกะพริบได้เหมือนแสงเทียนจริงอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับระบบเสียงรอบทิศทางแบบ 360 องศา (Advanced Vertical Drive Technology) และมี Actuator ซึ่งจะช่วยสร้างแรงสั่นสะเทือนออกมาเป็นเสียงรอบทิศทาง เพื่อสร้างสุนทรีย์ภาพทางเสียงให้รอบบ้าน รวมถึงมีวูฟเฟอร์และมิดเรนจ์ขนาดเล็ก ทำให้ได้เสียงที่แม่นยำ ชัดใสเต็มอรรถรสจากทุกมุมของบ้าน พร้อมรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้นผ่านเทคโนโลยีอย่าง NFC และ Bluetooth รวมถึงสามารถใช้ Wireless Multi-Room เพื่อเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสียงอื่น ๆ ได้มากถึง 10 เครื่อง พร้อมรองรับการใช้งาน Spotify Connect เพียงกดปุ่ม Push & Play คุณก็สามารถเข้าถึงเพลงโปรดได้อย่างง่ายดาย โดยใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องถึง       8 ชั่วโมง วางจำหน่ายแล้วในราคา 17,990 บาท
ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Home Entertainment
HT-X8500นับเป็นลำโพง Sound Bar ที่มีเอกลักษณ์ในแบบบาร์เดี่ยวมาพร้อม built-in subwoofer ในตัวโดดเด่นด้วยดีไซน์อันเพรียวบางขนาดกะทัดรัดเพื่อมอบความหรูหราเข้ากับด้านหน้าทีวีในห้องนั่งเล่นของคุณได้อย่างลงตัว โดยมาพร้อมกับคุณภาพเสียงเซอร์ราวด์สุดกระหึ่มราวกับยกโรงภาพนตร์มาไว้ในห้องนั่งเล่นเลยทีเดียว ด้วยเทคโนโลยีเสียง Dolby Atmos 2.1/DTS:X ทำให้สามารถเพลิดเพลินไปกับเสียง Deep Bass และเทคโนโลยี Vertical Surround Engine ที่จะช่วยให้คุณเพลิดเพลินไปกับเสียงคุณภาพแบบสามมิติรอบทิศทางเลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น ยังรองรับ HDMI eARC เพื่อใช้ในการรับสัญญาณเสียงระดับสูงจากทีวี ทั้งยังสามารถเชื่อมต่อเข้ากับทีวีผ่านเทคโนโลยีอย่าง Bluetooth เพื่อให้คุณรับความบันเทิงได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น ในราคา 14,990 บาท

ผลิตภัณฑ์เครื่องเสียง High Power Audio System
V Seriesนับเป็นสุดยอดชุดเครื่องเสียงรุ่นล่าสุดที่ออกแบบมาเพื่อเอาใจผู้ที่ชื่นชอบการจัดงานปาร์ตี้หรือความบันเทิงแบบสุดเหวี่ยงภายในบ้าน โดยมาพร้อมกับสุดยอดเทคโนโลยีเสียงอันทรงพลัง Jet Bass Booster ซึ่งจะให้เสียงเบสที่แน่นและระยะไกลยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยกระจายเสียงเพลงให้ดังกระหึ่มครอบคลุมพื้นที่งานปาร์ตี้อีกด้วย ทำให้คุณเพลิดเพลินไปกับเพลงที่ทรงพลังทั่วสถานที่ยิ่งขึ้น พร้อมกับมี Vertical Gesture Control ที่พัฒนาขึ้นใหม่เพื่อให้คุณสามารถเปลี่ยนโทนเสียงของเสียงไมค์ได้อย่างสนุกสนานและง่ายดายผ่านการควบคุมด้วยท่าทางสนุก ๆ และโบกมือตามแนวตั้งแค่ครั้งเดียว ทั้งยังเพิ่มความพิเศษยิ่งขึ้นด้วย Party Light ผ่าน Fiestable ซึ่งจะช่วยสร้างสีสัน และความมันสะใจให้งานปาร์ตี้คุณแน่นอน ในระดับราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 4,990 บาท ถึง 15,990 บาท

เตรียมตัวทำงานหน้าฝน แบบชิคๆ คูลๆ สไตล์มนุษย์เงินเดือน

หน้าฝนแบบนี้บอกเลยว่าเปียกกันตลอดงานนนน เพราะจะทำให้มนุษย์เงินอย่างพวกเราๆนั้นเจอปัญหาในการเดินทางไปทำงาน“ย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตกตอนไปทำงาน/เลิกงาน” ไม่ว่าจะพนักงานออฟฟิส ฟรีแลนซ์ ก็โดนเสียงเพลงอันคุ้นหู เข้ามาหลอกมาหลอนอีกครั้งในช่วงหน้าฝนนี้ เพราะจะทำให้มนุษย์เงินอย่างพวกเราๆนั้นเจอปัญหาในการเดินทางไปทำงาน หลายคนมักจะประสบปัญหาต่างๆในช่วงหน้าฝน โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศที่ต้องเดินทางไกลจากบ้านมายังที่ทำงานด้วยระบบคมนาคมสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกวินมอเตอร์ไซค์ รถเมล์ BTS MRT หรือแม้กระทั่งเรือ

 

เตรียมตัวทำงานหน้าฝน แบบชิคๆ คูลๆ สไตล์มนุษย์เงินเดือน

ในสภาพอากาศที่ฝนตกกระหน่ำ ก่อให้เกิดปัญหาหลักๆด้านการจราจรหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ปัญหาหลักและเป็นปัญหาใหญ่สร้างผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะในกทม.ที่มีปริมาณรถจำนวนมาก ปกติตอนไปทำงานหรือเลิกงานรถก็ติดขัดมากอยู่แล้ว พอฝนตกน้ำท่วม ก็ยิ่งติดกว่าเดิมรถติด ฝนที่เทลงมา ส่งผลให้การขับรถต้องเพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ทำให้รถยนต์ประเภทต่างๆ ล้วนชะลอความเร็วเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ ส่วนมอเตอร์ไซค์นี่แทบจะต้องจอดหลบฝนตามใต้สะพานลอยแน่ๆ ด้านคนทำงานก็ได้แต่รอรถในป้ายรถเมล์หรือสถานีรถไฟฟ้าต่างๆจนต่อแถวคิวยาวทะลุไปถึงไหนต่อไปรถขาดช่วง ผลจากการที่การจราจรชะลอความเร็วลงทำให้ รถสาธารณะต่างๆได้รับผลกระทบต่อเนืองกัน ทำให้เกิดความล่าช้า บางช่วงอาจขาดตอนไปเป็นชั่วโมงก็ยังมีปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ส่งผลให้เราต้องเตรียมตัวรับการสถานการณ์การจราจรที่ติดขัดยิ่งกว่าเดิมดังนี้ครับ

1. ยืดอกพกร่ม ขอแนะนำอุปกรณ์ขั้นพื้นฐานสำคัญชิ้นแรกที่จะช่วยชีวิตคุณระหว่างการเดินทางได้ ถ้าคุณไม่สะดวกในการถือร่มขนาดใหญ่ ใช้ร่มพับก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดีเช่นกัน

2. หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากกันฝุ่น คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเราจะไม่สบายจากการโดนฝนตกยังศีรษะ แต่จริงๆแล้วเป็นเชื้อโรคที่อยู่อากาศ คุณควรจะพกหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากกันฝุ่นไว้เพื่อป้องกันเชื้อโรคไว้เช่นเดียวกัน

3. ถุงใส่รองเท้า ในกรณีที่รองเท้าของคุณเป็นผ้าใบหรือเป็นรองเท้าที่ไม่สามารถกันน้ำได้ การลุยน้ำท่วมด้วยรองเท้าคู่โปรดไม่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี ถุงใส่รองเท้าจะช่วยให้คุณสามารถเดินลุยบนท้องถนนที่เจิ่งนองจากฝนได้ในระดับหนึ่งโดยไม่ทำร้ายรองเท้าคู่โปรดของคุณ แต่ถ้าคุณเจอน้ำท่วมในระดับข้อเข่าขึ้นไป ก็ควรถอดรองเท้าแล้วเดินจะดีกว่านะ

4. เผื่อเวลาการเดินทางในช่วงเช้า เมื่อคุณคาดการณ์ว่าฝนอาจจะตกหนักในช่วงเช้า คุณควรเผื่อเวลาในการเดินทางอย่างต่ำๆ 1-1.30 ชั่วโมง(ขึ้นอยู่กับบริเวณที่คุณอาศัย และเดินทางไปทำงาน โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร) พร้อมทั้งทำใจรถสาธารณะต่างๆที่อาจจะขาดช่วงจากการจราจรที่ติดขัดอีกด้วย

5. น้ำมันควรเตรียมให้พร้อม ข้อนี้ใครที่มีรถยนต์โดยสารส่วนตัวหรือมอเตอร์ไซค์ หากเกจวัดน้ำมันของคุณคาดว่าอาจไม่พอเพียงสำหรับเวลาในการเดินทางที่ติดขัดยิ่งกว่าเดิม บางช่วงเวลาคุณอาจจะติดถึงกับต้องดับเครื่องยนต์เลยก็มีนะ

6. ยาประจำตัว ใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ การโดยสารรถในช่วงที่ต้องเจอมรสุมการเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ คุณควรจะพกยาติดตัวไว้เสมอเผื่อเกิดเหตุสุดวิสัยต่างๆ

7. เช็คเวลาในการเส้นทางเพิ่มเติมผ่าน Navigator Application ต่างๆ หากเส้นทางที่คุณเดินทางมีการติดขัดมาก คุณอาจเปิด Application นำทางต่างๆเพื่อเช็คปริมาณความหนาแน่นของรถในเส้นทางที่กำลังเดินทาง คุณอาจเลือกเปลี่ยนเส้นทางซึ่งอ้อมกว่าแต่โล่งกว่าเพื่อให้ถึงที่หมายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ทำใจกันเลยเมื่อเจอหน้าฝนกันแบบนี้ เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อจะได้มาทำงานได้ทันและสามารถกลับถึงบ้านได้ปลอดภัยจะดีที่สุด ถึงแม้ว่าจะยากลำบากแต่ก็บอกเลยว่าถ้าฝนตกหนักลมแรงจนไม่สามารถกลับได้ก็แนะนำให้รอดีกว่า เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับคนทำงานในหน้าฝนกันนะครับ ไว้เจอกันบทความหน้ากันนะคร๊าบ

ซีบรา เทคโนโลยีส์ ขยายธุรกิจ เพื่อผลักดันการเติบโตในประเทศไทย

ซีบรา เทคโนโลยีส์ คอร์ปอเรชั่น (NASDAQ: ZBRA) ผู้นำด้านนวัตกรรมผ่านโซลูชั่นที่ทันสมัยและเครือข่ายคู่ค้าที่ครอบคลุมเพื่อเสริมประสิทธิภาพให้องค์กรยุคใหม่ เปิดตัวสำนักงานแห่งใหม่ ณ อาคารสาทรสแควร์ เพื่อขยายธุรกิจและผลักดันการเติบโตในประเทศไทยซีบรา เทคโนโลยีส์ คอร์ปอเรชั่น (NASDAQ: ZBRA) ผู้นำด้านนวัตกรรมผ่านโซลูชั่นที่ทันสมัยและเครือข่ายคู่ค้าที่ครอบคลุมเพื่อเสริมประสิทธิภาพให้องค์กรยุคใหม่ เปิดตัวสำนักงานแห่งใหม่ ณ อาคารสาทรสแควร์ เพื่อขยายธุรกิจและผลักดันการเติบโตในประเทศไทย

 

ซีบรา เทคโนโลยีส์ ขยายธุรกิจ เพื่อผลักดันการเติบโตในประเทศไทย

คุณไรอัน โกห์ รองประธานบริหาร และผู้จัดการทั่วไป ซีบรา เทคโนโลยีส์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ซีบรา เทคโนโลยีส์ ขยายธุรกิจเข้ามาในประเทศไทยเมื่อปีพ.ศ.2554 เราเติบโตอย่างมั่นคงโดยยึดหลักความซื่อสัตย์ต่อคู่ค้าผ่านประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมที่สั่งสมมายาวนานกว่า 50 ปี ซึ่งการเปิดสำนักงานใหม่ของเราในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มความสะดวกในการติดต่อสื่อสารและเข้าถึงกลุ่มพาร์ทเนอร์ ทำให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นทำได้ง่าย มีประสิทธิภาพ ตรงตามความต้องการของลูกค้ามากขึ้น ส่งผลให้องค์กรต่างๆบรรลุเป้าหมายและข้อได้เปรียบทางธุรกิจผ่านข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อให้องค์กรนำไปวิเคราะห์ประกอบการตัดสินใจลงทุนทางธรุกิจได้อย่างแม่นยำ” สำนักงานซีบรา เทคโนโลยีส์ แห่งใหม่นี้ตั้งอยู่ที่อาคารสาทรสแควร์ใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพมหานคร โดยภายในสำนักงานแห่งใหม่ ประกอบไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงาน อาทิ ห้องประชุมและห้องสัมมนาที่ล้ำสมัย ห้องฝึกอบรม และโซนแสดงสินค้าที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ของซีบรา เทคโนโลยีส์ หลากหลายรุ่นเพื่อให้เหล่าพาร์ทเนอร์และลูกค้าสามารถสัมผัสและทดลองใช้งานผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นอื่นๆเพิ่มเติมได้อย่างครบวงจร

“ประเทศไทยถือเป็นตลาดสำคัญของซีบรา เทคโนโลยีส์ ซึ่งปัจจุบันเรามีพาร์ทเนอร์ในประเทศมากกว่า 100 ราย การเปิดสำนักงานใหม่จะช่วยให้เราสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นรวมทั้งให้การสนับสนุนพาร์ทเนอร์ได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังตรงกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่ส่งเสริมด้านนวัตกรรมและการใช้งานเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ซึ่งเรามุ่งหวังจะเห็นการเชื่อมโยงเครือข่ายการทำงานและการขยายการใช้งานอุปกรณ์สมาร์ทดีไวซ์ในสถานที่ทำงานอย่างแพร่หลายมากขึ้นในอนาคต โดยซีบรา เทคโนโลยีส์ จะช่วยสนับสนุนการพัฒนาเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่” คุณศิวัจน์ โรจนเต็มศักดิ์  ผู้จัดการประจำประเทศไทย ซีบรา เทคโนโลยีส์ กล่าว

ผลิตภัณฑ์ของซีบรา เทคโนโลยีส์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้แก่พนักงานที่ลงพื้นที่ปฎิบัติงานไม่ว่าจะเป็นในอุตสาหกรรมค้าปลีก อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ อุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมการผลิตและอื่นๆ และสร้างความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันทางธุรกิจให้แก่องค์กรผ่านผลิตภัณฑ์, ซอฟต์แวร์, การบริการ, การวิเคราะห์และโซลูชั่นที่ชาญฉลาดเพื่อให้พนักงานผู้ปฎิบัติงานสามารเข้าถึงสินทรัพย์และข้อมูลขององค์กรได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพไม่ว่าจะปฎิบัติงานอยู่ที่ใด

“นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ ซีบรายังนำเสนอโซลูชั่นภายใต้ชื่อ Zebra DNA ซึ่งประกอบไปด้วยซอฟท์แวร์, แอปพลิเคชั่น และฟังก์ชั่นเสริมที่สำคัญเพื่อยกระดับคอมพิวเตอร์แบบพกพา, เครื่องสแกนเนอร์ และเครื่องปรินท์เตอร์ให้เหมาะสมต่อการใช้งานในระดับองค์กร ผลิตภัณฑ์ของซีบราซึ่งมีการติดตั้งโซลูชั่น Zebra DNA ยังเป็นตัวช่วยสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมและการทำงานที่เชื่อมต่อในองค์กรให้มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์การใช้งานของพนักงานในพื้นที่หน้างานอย่างแท้จริง” คุณศิวัจน์   กล่าวทิ้งท้าย

RenoVision งานครีเอทีฟ สุดยิ่งใหญ่จาก OPPO มาตั้งอยู่ใจกลางสยาม

OPPO เปิดตัว “RenoVision” งานครีเอทีฟสุดยิ่งใหญ่ จากการผสมผสานนวัตกรรมล้ำสมัยบนรากฐานแรงบันดาลใจที่มาจากสมาร์ทโฟนสุดพรีเมี่ยมแห่งยุค “OPPO Reno Series” สมาร์ทโฟนพรีเมี่ยมรุ่นล่าสุด ที่จะมาสร้างแรงบันดาลใจที่ไม่สิ้นสุด เปิดโลกจินตนาการแปลกใหม่ พลิกมุมมองที่ “RenoVision” ได้แล้ววันนี้ ถึงวันที่ 30 มิถุนายนนี้ เวลา 10.00 – 22.00 น. ณ ลานพาร์คพารากอน

 

RenoVision งานครีเอทีฟ สุดยิ่งใหญ่จาก OPPO มาตั้งอยู่ใจกลางสยาม

เช็คอินพร้อมติดแฮชแท็กให้เพื่อนทั้งโซเชียลต้องตามมาด้วย #OPPOReno #60xZoom #FurtherYourVision #RenoVisionOPPO เปิดตัว “RenoVision” งานครีเอทีฟสุดยิ่งใหญ่ จากการผสมผสานนวัตกรรมล้ำสมัยบนรากฐานแรงบันดาลใจที่มาจากสมาร์ทโฟนสุดพรีเมี่ยมแห่งยุค “OPPO Reno Series” สมาร์ทโฟนพรีเมี่ยมรุ่นล่าสุด ที่จะมาสร้างแรงบันดาลใจที่ไม่สิ้นสุด เปิดโลกจินตนาการแปลกใหม่ พลิกมุมมองที่ “RenoVision” ได้แล้ววันนี้ ถึงวันที่ 30 มิถุนายนนี้ เวลา 10.00 – 22.00 น. ณ ลานพาร์คพารากอน เช็คอินพร้อมติดแฮชแท็กให้เพื่อนทั้งโซเชียลต้องตามมาด้วย #OPPOReno #60xZoom #FurtherYourVision #RenoVision

ประตูสู่โลกแห่งนวัตกรรมและความสร้างสรรค์ใบใหม่ถูกเปิดออก หลังจากที่ “OPPO Reno Series” สมาร์ทโฟนพรีเมี่ยมรุ่นล่าสุดได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Further Your Vision” ที่ผสานรวมเอาที่สุดแห่งนวัตกรรมเพื่อเปิดโลกทัศน์ของผู้ใช้ให้กว้างไกลกว่าเดิม แค่พูดอาจจะไม่เห็นภาพ OPPO จึงทุ่มทุนปักหมุดแลนด์มาร์กใหม่ใจกลางสยาม ในชื่อว่า “RenoVision” งาน ครีเอทีฟโชว์เคสที่คนรุ่นใหม่และเหล่า Style Seekers ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะที่นี่คืองานโชว์ไอเดียและเทคโนโลยีล้ำสมัยที่จะสร้างประสบการณ์ใหม่ด้วย OPPO Reno Series เพียงก้าวแรกก่อนจะเข้างาน ก็ต้องเช็คอินทันทีกับ Whale Landmark ที่ตั้งโดดเด่นเป็นสัญลักษณ์ของพลังแห่งการคิดค้นนวัตกรรมและดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ และเมื่อผ่านเข้าไปในโชว์เคส

โดย RenoVision จะมีนิทรรศการและเวิร์คช็อปใหม่ๆจากศิลปินชื่อดังให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสกันในทุกๆ สัปดาห์ คุณสามารถเข้ามาร่วมงานได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน ในเวลา 10.00 – 22.00 น. สามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://web.facebook.com/oppothai/ และถ้าหากคุณสนใจอยากเป็นเจ้าของ OPPO Reno 10x Zoom สามารถจองล่วงหน้าได้ที่ร้านค้าที่ร่วมรายการทั่วประเทศ

โปรแกรมแต่งรูป PhotoPad Image Editor แต่งรูปหลากหลาย ใส่เอฟเฟค

ตอนนี้เรียกได้ว่าคอนเท้นท์ประเภทรูปภาพและวีดีโอเรียกได้ว่ามาแรงจริง คนส่วนใหญ่เริ่มนิยมทำคอนเท้นท์แบบนี้ค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่ต้องการทำรูปออกมาให้สวย โปรดัคชั่นดีๆ ก็ต้องพึ่งโปรแกรมที่ดีอีกเช่นกัน วันนี้แอดมินจะมาแนะนำ โปรแกรมแต่งรูป PhotoPad Image Editor ที่ให้คุณแต่งรูปหลากหลาย ใส่เอฟเฟค แก้ภาพตาแดง ภาพไม่ชัด ย่อ-ขยาย ครอป พลิก รูปได้ ใส่ข้อความ แต่งเติมกรอบรูป ทำภาพพาโนราม่า โมเสค และอีกมากมายแล้วแต่เราจะรังสรรค์ออกมาเลยละ

 

โปรแกรมแต่งรูป PhotoPad Image Editor แต่งรูปหลากหลาย ใส่เอฟเฟค

โปรแกรมตัวนี้ได้ทีมพัฒนาจากประเทศออสเตรเลียมันสามารถใช้งานได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องมีความรู้เรื่องการใช้งานด้านการแต่งรูป แต่งภาพ มาก่อน หากคุณไปเที่ยวต่างประเทศ ไปถ่ายรูปงานแต่งงานเพื่อน งานทำบุญบ้าน ขึ้นบ้านใหม่ พิธีมงคลต่างๆ แล้วเจ้ากล้องดิจิตอล หรือแม้แต่กล้องมือถือเจ้ากรรมดันถ่ายรูปออกมาไม่ดี เช่นสว่างเกินไป คนถ่ายตาแดงกันหมด เบลอไม่ชัด และยังมีความสามารถที่จะช่วยให้คุณสามารถที่จะ แก้ไขรูป ต่างๆ มากมาย อาทิเช่น การครอปรูป (Crop) เฉพาะส่วนที่ต้องการ รวมไปถึงการหมุน (Rotate) ย่อขนาด (Resize) พลิกภาพ (Flip) การปรับความมืดความสว่างของภาพ (Hue Adjustment) หรือแม้แต่แก้ภาพตาแดง (Red-eye) ใส่เอฟเฟค ลูกเล่น ต่างๆ ให้กับรูปภาพ ได้อย่างรวดเร็ว ทันใจจริงๆ

นอกจากนี้ยังมีความสามารถอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็น ครอปตัด (Crop), หมุนภาพ (Rotate), รีทัชลบรอยสิว กระ ฝ้า จุดด่างดำ (Re-Touch) เป็นต้น สนับสนุนไฟล์ภาพตระกูลดังอย่าง JPG GIF และ PNG ที่สำคัญสามารถปรับขนาดภาพ (Ratio) ให้สมดุลภาพไม่เสียได้อีกด้วยนะ สำหรับใครที่มองหาโปรแกรมประเภทแต่งรูปละก็แนะนำโปรแกรม PhotoPad Image Editor ดาวน์โหลดฟรี (Freeware) พบกันใหม่ครั้งหน้ากับโปรแกรมดีๆ กันนะครับ

THE FACE พา HUAWEI P30 Series บุกสวนสนุก พร้อมเซอร์ไพรส์สุดพิเศษ

เป็นเรื่อง! THE FACE แอบเที่ยวสวนสนุกตอนกลางคืน พบกลุ่มคนที่ไม่คาดคิดแฝงเข้ามา งานนี้ต้องคว้า HUAWEI P30 Series มาสืบจากระยะไกล กลายเป็นเซอร์ไพรส์สุดพิเศษกับโมเมนท์ที่ลืมไม่ลง! The Face Thailand Season 5 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ได้พาทุกคนบุกไปยัง Siam Park City สวนสยาม สวนสนุกที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน สำหรับแคมเปญที่เต็มไปด้วยความเซอร์ไพรส์และความพิเศษที่ The Face ได้ร่วมมือกับ HUAWEI P30 Series สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดจากหัวเว่ย โดยมีโจทย์สุดครีเอทีฟของการสร้างสรรค์แคมเปญนี้ ให้ผู้เข้าแข่งขันครีเอทแฟชั่นแคมเปญที่ดึงฟังก์ชั่นเด็ดของสมาร์ทโฟน อย่าง SuperZoom และ Low Light Mode ออกมาเป็นเรื่องราวที่ตื่นเต้น น่าสนใจชวนติดตาม

 

THE FACE พา HUAWEI P30 Series บุกสวนสนุก พร้อมเซอร์ไพรส์สุดพิเศษ

แฟชั่นแคมเปญประจำสัปดาห์นี้บอกเล่าเรื่องราวของกลุ่มหนุ่มสาวที่แอบเข้ามาในสวนสนุกยามค่ำคืนในช่วงเทศกาล Halloween แต่ทันทีที่เข้าไปในสวนสนุก พบกลุ่มคนที่ไม่คาดคิดอยู่บนม้าหมุนอยู่ลิบๆ จึงหยิบ HAUWEI P30 Series ขึ้นมาถ่ายใครกันที่อยู่บนม้าหมุน ด้วยโหมด SuperZoom ที่ซูมชัดได้ถึง 50 เท่าของ HUAWEI P30 Series เมื่อซูมเข้าไปสืบดูใกล้ๆ ปรากฎว่ากลายเป็นเซอร์ไพรส์ เมื่อภาพที่เห็นเป็นเพื่อนๆ ที่โบกมือลา The Face ไปก่อนหน้านี้!! จึงได้เข้าไปรวมกลุ่มถ่ายรูปเล่นกันบนม้าหมุนอย่างสนุกสนานซึ่งแทบจะไม่มีแสงเลย แต่ด้วย Night Mode รูปที่ออกมาก็คมชัด สว่าง สวยงาม สมกับที่ถ่ายด้วย HUAWEI P30 Series สมาร์ทโฟนที่ฉีกกฎเกณฑ์การถ่ายภาพ

จากมาสเตอร์คลาสก่อนหน้านี้ หวยออกที่ ดรีม ผู้เข้าแข่งขันจากทีมมารีญาซึ่งเป็นผู้ที่ทำ Masterclass ได้แย่ที่สุด และจะต้องเข้าห้องดำโดยที่ไม่ว่าผลจะออกมาชนะหรือแพ้ จึงสร้างความกดดันให้ทั้งเมนเทอร์ มารีญา มาสเตอร์ซาบีน่าและลูกทีมที่เหลือแค่ 2 คน คือ ดรีมและแคนดี้ ในขณะที่ซอโซ่จากทีมจีน่าแบงค์เป็นผู้ชนะจากมาสเตอร์คลาส จึงได้สิทธิ์เป็นผู้เลือกลำดับในการทำแคมเปญ โดยทีมมารีญา ทีมโทนี่ และทีมจีน่าแบงค์ ทำแคมเปญตามลำดับ สร้างความพอใจให้มาสเตอร์อาร์ตเป็นอย่างมาก

ผู้เข้าแข่งกันทั้งสามทีม ทีมมารีญา ทีมโทนี่ และทีมจีน่า แบงค์ ต่างมุ่งมั่นครีเอทแฟชั่นวีดีโอในสไตล์ของตัวเอง โดยซีนแรก จะต้องทำเป็นเหมือนแอบเข้าไปในสวนสนุกและใช้โหมด SuperZoom ส่วนซีนที่ 2 จะต้องขึ้นไปถ่ายภาพบนม้าหมุนโดยใช้ Night Mode โดยมีแกนหลักคือความสนุก ทีมเมนเทอร์มารีญาและมาสเตอร์ซาบีน่า ดำเนินเรื่องด้วยโมเมนท์เซอร์ไพรส์ดีใจ ที่เจอผู้เข้าร่วมทีมที่ออกไปแล้วก่อนหน้านี้ ความสนุกสนานเป็นธรรมชาติ ทีมเมนเทอร์โทนี่และมาสเตอร์หมู ดำเนินเรื่องด้วยความตื่นเต้นที่ได้เจอผู้ชายหน้าตาดีและจบด้วยการทวิสต์สตอรี่แบบหวานๆ ส่วนผู้ชนะในแคมเปญประจำสัปดาห์นี้ตกเป็นของทีมจีน่าแบงค์และมาสเตอร์อาร์ต ที่ปูเรื่องจากการเซอร์ไพรส์ซีนงานวันเกิดและจบด้วยการถ่ายรูปเล่นสนุกสนานของกลุ่มเพื่อนและเสริมด้วยความตื่นเต้นกับการที่ได้ลองใช้ HUAWEI P30 Series ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนที่โดดเด่นด้านการถ่ายภาพและวิดีโอ จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะไกลแค่ไหนหรือแสงน้อยเท่าใด HUAWEI P30 Series ก็สามารถเก็บรายละเอียดได้ครบถ้วน ไม่พลาดทุกโมเมนท์พิเศษของชีวิต ติดตามเซอร์ไพรส์จาก The Face และ HUAWEI P30 Series ได้อีก ผ่านทาง https://www.facebook.com/HuaweimobileTH/

สมาร์ทโฟนออเนอร์เคล็ดไม่ลับที่ สายเที่ยวต้องห้ามพลาด

สมาร์ทโฟน ถือเป็นหนึ่งในอุปกรณ์สุดฮิตสำหรับสายเที่ยวที่ชื่นชอบการถ่ายรูป ที่ช่วยให้ สายเที่ยวต้องห้ามพลาด ในการเก็บภาพโมเมนต์สำคัญเป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็ว และด้วยเทคโนโลยีสมัยนี้ที่พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดและความฉลาดของ AI สมองกลอัจฉริยะ สมาร์ทโฟนจึงไม่ได้เพียงช่วยให้คุณถ่ายภาพออกมาได้แบบสวย เป๊ะ ปัง แต่ยังช่วยเพิ่มความสะดวกให้คุณในระหว่างการเดินทางท่องโลกกว้าง จนทำให้คุณแทบไม่ต้องพกอุปกรณ์เสริมอื่นๆอีก และหากคุณกำลังมองหาสมาร์ทโฟนที่สามารถเป็นได้มากกว่ากล้องถ่ายรูป เรามีสมาร์ทโฟนออเนอร์ที่มาพร้อมฟีเจอร์ตัวช่วยสำหรับทุกการเดินทางของคุณมาแนะนำ!

 

สมาร์ทโฟนออเนอร์เคล็ดไม่ลับที่ สายเที่ยวต้องห้ามพลาด

ฟีเจอร์ AI Translator ตัวช่วยแปลภาษาแบบเรียลไทม์ เริ่มต้นจากฟีเจอร์แรก ฟีเจอร์ ‘AI Translator’ หรือระบบ ‘AI แปลภาษา’ ฟีเจอร์ที่จะช่วยให้คุณก้าวข้ามผ่านกรอบจำกัดทางด้านภาษาเวลาไปเที่ยวต่างแดนได้อย่างดีเยี่ยม โดยฟีเจอร์นี้จะสามารถช่วยให้คุณแปลภาษาจากภาษาหนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่งได้ตามที่ต้องการอย่างเรียลไทม์ เพียงแค่เปิดกล้องแล้วกดไปที่ไอคอนมุมซ้ายบนของหน้าจอเพื่อทำการเปิดระบบการใช้งานในโหมด Hi-Vision จากนั้นเลือกโหมด แปลภาษาที่ไอคอนในแถบด้านล่าง และส่องกล้องไปที่ข้อความที่ต้องการจะแปล จากนั้นระบบก็จะแปลภาษาให้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องเสียเวลาจ้างไกด์ท้องถิ่นให้เปลืองงบเลย! ฟีเจอร์ ‘AI Shopping’ ตัวช่วยใหม่สำหรับขาช้อปต่อมา หากคุณเป็นนักช้อปที่เคยประสบปัญหากับการเดินหาไอเทมที่ถูกใจจนเมื่อยขา หรือวนเข้าห้างนี้ออกห้างโน้นเปรียบเทียบราคาจนแทบหมดวัน ฟีเจอร์ ‘AI Shopping’ ถือเป็นตัวช่วยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักช้อปยุคใหม่ได้อย่างสะดวกสุดๆ เพียงคุณเข้าโหมด Hi-Vision และเลื่อนแถบด้านล่างมาที่ไอคอนรูปรถเข็น Shopping และโฟกัสกล้องไปที่สินค้าหรือไอเทมที่ต้องการ ระบบจะค้นหาและแสดงรายละเอียดสิ่งของนั้นๆขึ้นมาพร้อมรวบรวมช่องทางการสั่งซื้อมาทันที ซึ่งคุณสามารถเปรียบเทียบข้อมูล ราคา หรือดูส่วนลดโปรโมชั่นได้ง่ายๆ นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้ฟีเจอร์ ‘Hi-Touch’ เพียงใช้นิ้วโป้งทั้งสองข้างกดค้างไปยังรูปสินค้าที่คุณพบเห็นตามหน้าเว็บไซต์หรือเพจช้อปปิ้งต่างๆ ระบบจะแสดงข้อมูลของสินค้าดังกล่าว พร้อมทั้งนำคุณไปยังช่องทางจำหน่าย สะดวกรวดเร็วแค่ปลายนิ้ว เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถเป็นเจ้าของไอเทมเก๋ๆได้ก่อนใคร!

ฟีเจอร์ AI Identify ตัวช่วยในการระบุวัตถุอันชาญฉลาด ในฟีเจอร์นี้ ‘AI Identify’ จะเป็นตัวช่วยในการระบุวัตถุต่างที่คุณต้องการจะทราบ ตลอดจนยังสามารถระบุสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญๆได้มากกว่า 400 แห่งในทวีปยุโรป รวมถึงยังสามารถอธิบายรายละเอียดและประวัติความเป็นมาของงานศิลปะชื่อดังภายใน 40 เมืองทั่วโลกได้อีกด้วย ดังนั้นนอกจากคุณจะได้เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆแล้ว คุณยังสามารถได้รับความรู้ในแบบเจาะลึกกันเป็นของแถมอีกด้วย โดยวิธีการใช้งานง่ายๆในฟีเจอร์นี้ เพียงแค่เลื่อนแถบด้านล่างภายในโหมด Hi-Vision เป็นโหมดระบุวัตถุ (identify) เพียงเท่านี้คุณก็สามารถรับข้อมูลต่างๆตามที่ต้องการได้ในทันที ความพิเศษในฟีเจอร์นี้ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ สำหรับสายเฮลตี้การนับแคลอรี่ระหว่างการทริปท่องเที่ยววอาจะดูเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่ด้วยโหมดดังกล่าวที่มาพร้อมฟีเจอร์ ‘AI Calories’ เพียงแค่คุณโฟกัสกล้องไปที่อาหารจานโปรด ระบบจะตรวจสอบและปรากฎจำนวนแคลอรี่ของอาหารขึ้นมาบนหน้าจอโดยทันที ทำให้คุณเพลิดเพลินกับมื้ออาหารโดยไม่ต้องห่วงว่าน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นหลังจบทริปแน่นอน ฟีเจอร์ ‘Adaptive Battery’ ตัวช่วยเพิ่มพลังให้แบตอึดทนตลอดทั้งวัน ฟีเจอร์สุดท้าย ได้แก่ ฟีเจอร์ ‘Adaptive Battery’ ตัวช่วยในการยืดอายุแบตเตอร์รี่ หมดปัญหาการพก แบตสำรองให้หนักกระเป๋า โดยฟีเจอร์นี้ออกแบบมาให้คุณสามารถเลือกการตั้งค่าปิดการใช้งานในบาง แอพลิเคชั่นที่ไม่ค่อยได้ใช้ให้อยู่ในโหมดหลับเพื่อไม่กินไฟแบตเตอร์รี่ ทำให้แบตสามารถทำงานได้นานขึ้นกว่าเดิม ไม่ต้องกังวลว่าแบตจะหมดระหว่างวันให้หนักใจ !

สำหรับสายเที่ยวที่อยากจับจองเป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนออเนอร์ สามารถสั่งซื้อได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่ ร้านค้าตัวแทนจำหน่าย CSC ร้านค้า HONOR Shop สาขา MBK และ ร้านค้า AIS Shop รวมถึงช่องทางออนไลน์บน LAZADA (https://www.lazada.co.th/honor_1/) โดยออเนอร์ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษ คุณสามารถเป็นเจ้าของ HONOR 10 ในราคาเพียง 11,990 บาท HONOR Play 8,990 บาท และ HONOR 8X (สำหรับหน่อยความจำ 128 GB) เพียง 7,990 บาท เท่านั้น!

สัมภาษณ์งานยังไงให้ได้งาน ด้วยการนำเสนอตัวเองอย่างมือโปร

การสัมภาษณ์งานถือเป็นเวทีสำคัญที่จะตัดสินว่าคุณจะได้ทำงานต่อ หรือลากกระเป๋ากลับบ้านไปหางานใหม่ ดังนั้นหาก HR ติดต่อเรียกคุณเข้ามาสัมภาษณ์งาน นั่นแปลว่าคุณได้ผ่านการคัดเลือกจากข้อมูลที่คุณใส่ลงมาในใบสมัครงาน รวมถึงการเรียก ฟรีแลนซ์ และเรซูเม่ในระดับหนึ่งแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็อยู่ที่ตัวคุณ ว่าจะสามารถพรีเซนต์ตัวเองได้เตะตา HR และหัวหน้างานในอนาคตของคุณได้มากแค่ไหน ขอแนะนำขั้นตอนการพรีเซนต์ตัวเองแบบมืออาชีพ ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสการทำงานให้กับคุณ

 

สัมภาษณ์งานยังไงให้ได้งาน ด้วยการนำเสนอตัวเองอย่างมือโปร

1. สร้างความประทับใจตั้งแต่แรกพบ

คำว่า “Love at first sight” ก็ยังใช้ได้ดีกับทุกโอกาส เมื่อถึงวันเวลาที่นัดสัมภาษณ์งาน สิ่งแรกที่ฝ่าย HR จะได้เห็นจากคุณคือการแต่งตัว รูปร่างหน้าตา ดังนั้นคุณควรแต่งตัวให้สุภาพตามความเหมาะสมกับตำแหน่ง หน้าที่ที่คุณสมัครงานไว้ เมื่อถึงสถานที่นัดสัมภาษณ์งาน ส่งยิ้มทักทายให้กับพนักงานคนอื่น ๆ หากมีความจำเป็นต้องมาถึงบริษัทช้ากว่าเวลาที่กำหนดคุณควรโทรศัพท์แจ้งให้ฝ่าย HR ทราบก่อน เนื่องจากการสัมภาษณ์งานในบางตำแหน่ง คุณจะต้องพบกับผู้บริหารระดับสูงหลายท่านที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบมากมาย หากคุณจำเป็นต้องมาช้าจริง ๆ ผู้บริหารที่จะเข้าร่วมการสัมภาษณ์คุณจะได้มีเวลาทำงานอย่างอื่นก่อน

2. อ่อนน้อมถ่อมตน

การไหว้ ถือเป็นการแสดงความเคารพที่ดีที่สุด อีกทั้งยังทำให้คุณดูเป็นคนอ่อนถ่อมตนด้วย ดังนั้นเมื่อเดินทางมาถึงสถานที่สัมภาษณ์งาน คุณควรยกมือไหว้คนที่คุณติดต่อนัดสัมภาษณ์งานไว้ แม้บุคคลนั้นอาจเป็นชาวต่างชาติก็ตาม และเมื่อถึงเวลาเข้าห้องสัมภาษณ์คุณควรนั่งให้เรียบร้อยหลังตรง วางกระเป๋าถือไว้ข้างตัวให้เป็นระเบียบ ไม่ควรนั่งไขว่ห้าง หรือเอนพนักพิง หยุดเล่นโทรศัพท์มือถือขณะอยู่ในช่วงเวลาสัมภาษณ์งานแม้จะเป็นช่วงที่ HR ปล่อยให้คุณทำแบบทดสอบต่าง ๆ ตามลำพังก็ตาม หลังจบการสัมภาษณ์งานควรยกมือไหว้ ทำความเคารพผู้บริหารทุกท่าน รวมถึงกล่าวขอบคุณที่สละเวลามาสัมภาษณ์งานกับคุณ

3. ตัดความกลัว ใส่ความมั่นใจ

ความมั่นใจจะช่วยให้คุณผ่านด่านการสัมภาษณ์งานไปได้ด้วยดี ดังนั้นเมื่อต้องเจอกับคำถามแรกที่ให้แนะนำตัว หรือเล่าประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาให้กับผู้เข้าร่วมสัมภาษณ์ฟัง แม้คุณจะต้องเจอผู้บริหารระดับสูงมากมายแค่ไหน คุณต้องตัดความกลัวนั้นทิ้งไป แล้วเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง พรีเซนต์ตัวเองด้วยเสียงที่ดัง ฟังชัด ไม่กระอึกกระอัก พยายามส่งสายตาและรอยยิ้ม (Eye Contact) ให้แก่ผู้เข้าร่วมสัมภาษณ์ทุกท่าน เพื่อแสดงความจริงใจที่คุณอยากเข้ามาร่วมงานในองค์กรของพวกเขา

สำหรับนักศึกษาจบใหม่ ควรหลีกเลี่ยงการใช้คำ “อะไรก็ได้ แล้วแต่ หนูไม่รู้” ซึ่งจะแสดงให้ HR เห็นว่าคุณขาดความมั่นใจ และไม่พร้อมที่จะสัมภาษณ์งาน หรือแม้กระทั่งไม่พร้อมที่จะทำงาน

4. สื่อสารด้วยคำพูดที่เข้าใจง่าย

หากมีความจำเป็นต้องใช้คำศัพท์เทคนิค หรือคำทับศัพท์ต่าง ๆ ควรเลือกใช้คำพูดที่เข้าใจง่าย ไม่เทคนิคเกินไป เพราะอาจทำให้ผู้ที่สัมภาษณ์คุณเกิดความสับสน และไม่เข้าใจความหมายที่คุณต้องการสื่อสาร

5. หลีกเลี่ยงการพูดโกหก

ผู้ถูกสัมภาษณ์ส่วนใหญ่มักจะเจอคำถามที่ว่า “ทำไมถึงลาออกจากงานที่เก่า” “ข้อเสียในตัวคุณคืออะไร” “คุณเคยทำงานพลาดหรือไม่” แม้จะเป็นคำถามที่ยากจะตอบ แต่เราแนะนำให้คุณพูดความจริงด้วยความมั่นใจ แต่ต้องไม่มีผลกระทบในทางร้ายกับตัวคุณเอง คุณควรเล่าความจริง พร้อมวิธีปรับปรุงแก้ไข ซึ่งนั่นจะแสดงให้เห็นถึงความจริงใจที่คุณมี และเทคนิคในการรับมือ-แก้ไขปัญหาของคุณ

6. เอกสารประกอบควรมี

“10 ปากว่าไม่เท่าตาเห็น” แม้ในเรซูเม่ของคุณจะใส่ผลงานและประสบการณ์การทำงานมามากแค่ไหน แต่คุณก็ควรมีเอกสารประกอบ หรือผลงานที่คุณเคยทำมามาแสดงให้ผู้สัมภาษณ์เห็น เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น หากเป็นไปได้อาจเล่าถึงที่มาที่ไป และไอเดียที่ทำให้เกิดผลงานขึ้นนั้นด้วย ซึ่งอาจมาในรูปแบบของพรีเซนเตชั่น หรือชิ้นงานที่จับต้องได้

7. แสดงให้ HR เห็นว่าคุณอยากทำงานจริง

สิ่งหนึ่งที่ HR ให้ความสนใจเมื่อเรียกคุณมาสัมภาษณ์งานคือคุณมีความสนใจตำแหน่งงานที่จะทำงานมากแค่ไหน ดังนั้นคุณควรทำการบ้านให้พร้อม ตั้งแต่การศึกษาข้อมูลองค์กรที่คุณจะเข้าทำงาน รวมถึงรายละเอียดในตำแหน่งที่คุณจะเข้ามาทำงาน คุณต้องแสดงให้ผูู้เข้าร่วมสัมภาษณ์เห็นว่าเหตุผลที่คุณอยากทำงานในตำแหน่งนี้ องค์กรนี้คืออะไร คุณสมบัติที่คุณมีจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้อย่างไร ทั้งหมดนี้จะทำให้ HR เห็นว่าคุณมีความกระตือรือร้นที่อยากจะทำงานมากน้อยเพียงใด

เทคโนโลยีแห่งอนาคตที่เป็นจริง ในงาน IEEE PES GTD ASIA 2019

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น ร่วมแสดงเทคโนโลยีสุดล้ำในงาน IEEE PES GTD ASIA 2019 ชูคอนเซ็ปต์สมาร์ทกริด สมาร์ทซิตี้ โชว์ความล้ำหน้าด้วย EcoStruxure™ ที่เป็นสถาปัตยกรรมและแพลตฟอร์ม IoT ที่ใช้นวัตกรรมการเชื่อมต่อและแสดงข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานให้อุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ทั้งผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นล้ำยุค อาทิ โซลูชั่นกริดอัจฉริยะช่วยให้ระบบไฟฟ้ามีความต่อเนื่อง, Smart Panel โซลูชั่นที่จะเปลี่ยนตู้ไฟฟ้าธรรมดาให้เชื่อมต่อในรูปแบบ IoT ระบบปฏิบัติการคอมมานด์ คอนโทรล สำหรับเมืองอัจฉริยะ ช่วยในการมอนิเตอร์สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในเมือง รวมถึงระดับของมลภาวะได้ และโซลูชั่นอื่นๆ อีกมากมาย

 

เทคโนโลยีแห่งอนาคตที่เป็นจริง ในงาน IEEE PES GTD ASIA 2019

งาน IEEE PES GTD ASIA 2019 เป็นงานระดับโลกที่องค์กรธุรกิจหลายภาคส่วนให้ความสนใจ มีเนื้อหาครอบคลุมทุกด้านเกี่ยวกับระบบผลิต ระบบส่ง ระบบจำหน่าย พลังงานทดแทนและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยที่ผ่านมาชไนเดอร์ อิเล็คทริค มีบทบาทในเวทีโลกในการคิดค้นและเผยแพร่เทคโนโลยีด้านการจัดการพลังงานและออโตเมชั่น ในความเชี่ยวชาญที่ครอบคลุม พลังงาน ไอที อาคาร อุตสาหกรรม เครื่องจักร โครงข่ายไฟฟ้า เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจได้ใช้นวัตกรรมต่างๆ ในการ ‘เปลี่ยนแนวทางแบบเดิม ไปสู่ดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่นอย่างสมบูรณ์และยั่งยืน’ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิต ยกระดับการแข่งขันไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมกับการสร้างความยั่งยืนไปพร้อมกัน

นายมงคล ตั้งศิริวิช  รองประธานฝ่ายธุรกิจพลังงาน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย เผยว่า ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เลือกโซลูชั่นที่มีความโดดเด่นและเป็นประโยชน์พร้อมช่วยขับเคลื่อนธุรกิจยุคดิจิทัลได้จริง มีทั้งในส่วนของเทคโนโลยีและบริการ เพื่อให้องค์กรภาครัฐและเอกชนที่สนใจที่จะเปลี่ยนไปสู่ยุค 4.0 ได้อย่างเต็มรูปแบบ ในคอนเซ็ปต์สมาร์ทกริด สมาร์ทซิตี้ ซึ่งมีทั้งโซลูชั่นและผลิตภัณฑ์มากมาย อาทิ

  • สมาร์ทกริด ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เตรียมจัดแสดง EcoStruxure™ ADMS (Advanced Distribution Management System) ช่วยให้ระบบ Utility มีประสิทธิภาพมากขึ้น  ทั้งในเรื่องของกริดอัจฉริยะที่สามารถตรวจจับปัญหาและบริหารจัดการพลังงานมีความต่อเนื่องในทุกพื้นที่อย่างเพียงพอ พร้อมสามารถบริหารจัดการแหล่งพลังงานแบบกระจาย (Distributed Energy Resource: DER) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมองเห็นได้ทั้งระบบสามารถทำงานร่วมกับระบบเดิม หรือแบรนด์อื่นๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ นอกจากนี้ในส่วนของสมาร์ทกริดยังมีโซลูชั่นสวิตช์เกียร์อัจฉริยะ MCset สำหรับโครงข่ายไฟฟ้าต้นทาง และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ สนามบิน ฯลฯ ช่วยปกป้องระบบจ่ายพลังงานในเครือข่ายให้มีความต่อเนื่อง สามารถมอนิเตอร์สถานะผ่านสมาร์ทโฟนได้ง่าย พร้อมการแจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุ และยังมี RM6 ซึ่งเป็นสวิตช์บอร์ดไฟฟ้าแรงดันปานกลาง แบบริงเมนยูนิต (Ring Main Unit) สำหรับเครือข่ายสถานีย่อยทั้งบนดินและใต้ดิน สามารถเพิ่มการรองรับแรงดันสูงได้ถึง 24 kV พร้อมประสิทธิภาพการเชื่อมต่อระบบ IoT ในการมอนิเตอร์และแจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินได้ผ่านสมาร์ทโฟน  โดยทั้ง MCset และ RM6 สามารถทำงานร่วมกับ EcoStruxure™ ADMS ได้เพื่อการวิเคราะห์แนวโน้มต่างๆ ของพลังงานได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ยังมีไฮไลท์สำคัญด้านซอฟต์แวร์ที่จะช่วยบริหารจัดการกริดได้มีประสิทธิภาพอย่างสมบูรณ์

o   แพลตฟอร์ม Asset Performance Management หรือ APM พลิกโฉมการบำรุงรักษาสินทรัพย์ในแบบดิจิทัลช่วยให้องค์กรเปลี่ยนจากการบำรุงรักษาแบบเชิงรับมาเป็นแบบกลยุทธ์การคาดการณ์ล่วงหน้า (predictive maintenance)หรือ PdM เพื่อป้องกันก่อนเกิดความล้มเหลวในการทำงานของเครื่องจักรต่างๆ  ที่ส่งผลต่อด้านค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่สูง โดยใช้ประโยชน์จากการเก็บข้อมูลองค์กร คลาวด์ AR และการวิเคราะห์ควบคู่ไปกับการดำเนินการเพื่อให้ได้การบำรุงรักษาที่ดีที่สุดและผลกำไรที่ดีขึ้น

o   โซลูชั่น PRiSM Predictive Asset Analytics ช่วยในการแจ้งเตือนล่วงหน้าและการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับอุปกรณ์ตั้งแต่รายวัน รายสัปดาห์ รายหรือเดือน ก่อนเกิดข้อผิดพลาด ช่วยลดการหยุดทำงานของอุปกรณ์เพิ่มความน่าเชื่อถือและปรับปรุงประสิทธิภาพ ในขณะที่ลดการปฏิบัติงานและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา

o   โซลูชั่น Digital Asset Visualisation ช่วยให้เข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายผู้ใช้สามารถจับภาพและทำงานกับข้อมูลทุกประเภทและจากทุกแหล่ง รวมถึงเอกสาร ภาพวาดวิศวกรรม แบบจำลอง 3 มิติ เลเซอร์สแกนและฐานข้อมูลการดำเนินงาน

  • สมาร์ทซิตี้ ช่วยในการควบคุมและมอนิเตอร์เมืองได้ในจุดเดียวด้วย ระบบปฏิบัติการคอมมานด์ คอนโทรล สำหรับเมืองอัจฉริยะ (Operations Command Control for Smart City) พร้อมแสดงลำดับขั้นตอนการทำงาน,สถานะ, ผู้รับผิดชอบ ในจุดที่เกิดปัญหาต่างๆ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการปัญหาได้อย่างรวดเร็ว เช่น กล้อง CCTV รถเมล์อัจฉริยะ ถังขยะอัจฉริยะ อาคาร ที่จอดรถ ระบบสาธารณูปโภค อาทิ น้ำปะปา ไฟฟ้า ฯลฯ และที่สำคัญสามารถ มอนิเตอร์มลภาวะทางอากาศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของคนเมืองทั้งไลฟ์สไตล์และสุขภาพ
  • Asset Connect โซลูชั่นตรวจจับความร้อนความชื้นของตู้ระบบไฟฟ้าได้อย่างอัตโนมัติ ทั้งตู้สวิตช์เกียร์ หม้อแปลง ทำให้สามารถคาดการณ์แนวโน้มและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที
  • PowerLogic™ ION9000’ series ที่มีความถูกต้องที่สุดในโลก (Accuracy Class 0.1S) สามารถวิเคราะห์ปัญหาคุณภาพไฟฟ้า ได้ในตัวเครื่องและสามารถใช่ร่วมกับซอฟต์แวร์Power Monitoring Expert เพื่อดูรูปคลื่น (waveform) ที่มิเตอร์บันทึกไว้ได้ในระดับ millisecond และที่ขาดไม่ได้กับเมืองยุคใหม่ด้วย
  • โซลูชั่น EcoStruxure™ Building Operation โซลูชั่นระบบการจัดการอาคาร เปลี่ยนอาคารธรรมดาให้เป็นอาคารอัจฉริยะ มอบความยืดหยุ่นและความมีเสถียรภาพของระบบ สามารถควบรวมระบบต่างๆ ไว้ในแพลตฟอร์มเดียวได้ ทำให้สามารถมอนิเตอร์พร้อมบริหารจัดการ ควบคุมอาคารได้ในหนึ่งเดียวแบบเรียลไทม์ ทั้งระบบทำความร้อน/ความเย็น (HVAC) ระบบควบคุมอุณหภูมิภายในอาคาร ระบบการจัดการพลังงาน ระบบรักษาความปลอดภัย ระบบแสงสว่าง ระบบ Smart Meeting อีกทั้งสามารถเลือกดูภาพรวม แดชบอร์ดเปรียบเทียบค่าการปลดปล่อยคาร์บอนและค่าพลังงานอื่นๆได้ พร้อมความสามารถในการวิเคราะห์ แจ้งเตือน คาดการณ์แนวโน้มการใช้งานส่วนต่างๆ ผ่าน Schneider Electric Service Bureau เพื่อให้เกิดความสมดุลและความคุ้มค่าด้านการใช้พลังงาน และประสิทธิภาพของอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ภายในอาคาร พร้อมความสามารถเหนือระดับในการมอนิเตอร์อาคารในเครือทั้งหมดที่มีอยู่ทั่วโลกได้ในจุดเดียว นอกจากนี้ยังสามารถทำงานร่วมกับระบบอื่นๆ ที่มีอยู่แล้วได้อย่างไร้รอยต่ออีกด้วย ครอบคลุมกลุ่มธุรกิจโรงแรม อาคารพานิชย์ โรงงานอุตสาหกรรม เฮลธ์แคร์ หรืออาคารต่างๆ
  • เน็ตเชลเตอร์ ซีเอ็กซ์ ( Netshelter CX) เป็นไมโครดาต้าเซ็นเตอร์สุดโมเดิร์นแห่งยุคดิจิทัล สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย และติดตั้ง ประหยัดค่าใช้จ่ายเพราะไม่ต้องทำห้องไอทีโดยเฉพาะ ช่วยให้ประหยัดพื้นที่ สามารถติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ภายในได้อย่างลงตัว เช่นเซิร์ฟเวอร์ สตอเรจ ระบบสำรองไฟ อุปกรณ์เครือข่ายและการเชื่อมต่อ โดยสามารถเก็บเสียงรบกวนจากอุปกรณ์ไอทีภายในได้อย่างดี อีกทั้งยังมีระบบ Forced Air Ventilation ช่วยระบายความร้อนเป็นเยี่ยม โดยใช้หลักการหมุนเวียนอากาศ สามารถช่วยประหยัดค่าไฟได้ มาพร้อมรูปลักษณ์ที่สวยงาม ภายนอกเป็นลายไม้ สามารถเข้ากับเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ภายในห้องได้อย่างมีสไตล์

นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีอื่นๆ มาร่วมเสริมความเป็น 4.0 อาทิ EVlink Charging Station แท่นชาร์จพลังงานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ช่วยปกป้องแบตเตอรี่ไม่ให้เสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร และยังมี Smart Panel ที่เป็นโซลูชั่นในการเปลี่ยนตู้จ่ายไฟฟ้าให้มีความเป็นอัจฉริยะ

« Older Entries