Whoscall แอพพลิเคชั่นอัจฉริยะ ช่วยกรองเบอร์โทรแปลกหน้า

ทุกวันนี้การใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตประวันไปแล้ว ตั้งแต่การเรียนยาวไปจนถึงการทำงาน บางครั้งการให้เบอร์โทรเพื่อติดต่องานมากจนไม่สามารถจำได้ว่าเราให้ใครไปบ้าง เราอาจโดนก่อกวนจากพวกโรคจิตหรือบริษัทประกัน ฯลฯ ที่จะกวนใจทำให้คุณไม่อยากจะรับสายเวลาเห็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยโทรเข้ามา วันนี้เรามีแอพพลิเคชั่นมาแนะนำในการตรวจสอบเบอร์โทรเหล่านั้นกันนั่นคือ Whoscall แอพพลิเคชั่นอัจฉริยะ ช่วยกรองและจัดการสายเรียกเข้านั่นเอง ซึ่งทางผู้พัฒนาแอพฯ ตัวนี้ได้เปิดเผยว่า 53% ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนชาวไทยนั้น ในแต่ละวันจะได้รับสายเรียกเข้าจากเบอร์ที่ไม่รู้จักอย่างน้อยวันละ 1 สาย

Whoscall แอพพลิเคชั่นอัจฉริยะช่วยกรองเบอร์โทรแปลกหน้า

Whoscall แอพพลิเคชั่นอัจฉริยะ ช่วยกรองเบอร์โทรแปลกหน้า

แอพพลิเคชั่น Whoscall ได้รวบรวมข้อมูลมาจากกลุ่มผู้ใช้งาน สมุดหน้าเหลือง รวมทั้งข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต เพื่อนำมาระบุหมายเลขที่โทรเข้าและช่วยกรองสายเรียกเข้าที่ไม่ต้องการรับได้ในทันที ยูทิง ลิว ผู้จัดการประจำประเทศไทยของ Whoscall กล่าวว่า “ด้วยจำนวนผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น ไม่ได้หมายความว่าผู้ใช้งานต้องการที่จะคุยกับทุกสายเรียกเข้าที่โทรเข้ามา การที่ผู้ใช้นั้นสามารถกรองสายเรียกเข้าโดยเฉพาะการโทรก่อกวนและการโทรขายสินค้า เป็นวิธีที่จำเป็นที่จะช่วยจัดการการทำงานและช่วยให้มีสมาธิกับสิ่งที่ต้องทำมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลาร่วมกับครอบครัวและเพื่อน หรือการประชุมโดยไม่ถูกรบกวน”

Whoscall มีฐานข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ทั่วโลกมากกว่า 700 ล้านหมายเลข ซึ่งทำให้ Whoscall สามารถระบุหมายเลขบริษัทและหมายเลขต่างๆ ได้จากการช่วยเหลือกันของกลุ่มผู้ใช้ โดยระบุและแชร์ที่มาของสายเรียกเข้า ทำให้ผู้ใช้สามารถกรองหมายเลขเรียกเข้าได้อย่างมีประสิทธิภาพก่อนการรับสายในทุกๆครั้ง แอพพลิเคชั่นนี้ยังมีฟีเจอร์การจัดการสายเรียกเข้าอื่นๆ อาทิเช่น การบล็อคสายเรียกเข้า และยังสามารถปรับและจัดการข้อมูลของสายเรียกเข้า เพื่อเลือกแสดงข้อมูลที่ต้องการแสดงบนหน้าจอได้ จากความสามารถที่หลากหลาย ทำให้แอพพลิเคชั่นนี้ได้รับรางวัลการันตีความยอดเยี่ยมอีกด้วย

นอกจากนี้ Whoscall ยังสามารถให้ผู้ใช้แต่ละคนสามารถแสดงความคิดเห็น หรือ ฟีดแบ็ค ของหมายเลขแต่ละหมายเลข ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับผู้ใช้รายอื่นอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น เมื่อผู้ใช้มีสายเรียกเข้าจากเบอร์ขายสินค้าทางโทรศัพท์ ผู้ใช้สามารถรายงานข้อมูลและข้อมูลนี้จะถูกเก็บไว้บนฐานข้อมูล เมื่อ Whoscall ได้รับการแท็กหมายเลขนี้หลายๆครั้ง ระบบจะแจ้งเตือนผู้ใช้คนอื่นๆเมื่อมีหมายเลขนี้โทรเข้า และ นำข้อมูลมาแยกเก็บไว้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้รายอื่นต่อไป

ยูทิง ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “ เราได้ทุ่มเทเวลาอย่างเต็มที่เพื่อทำให้แอพพลิเคชั่นนี้ง่ายต่อการใช้งาน และปรับฟีเจอร์ต่างๆให้เหมาะสมกับการใช้งานในประเทศไทย เพื่อที่จะช่วยให้ผู้ใช้แต่ละคนสามารถทราบถึงสายเรียกเข้าที่ไม่รู้จัก อีกทั้งมีประสบการณ์ที่ดีในการใช้งาน” โดยความสามารถคร่าวๆ ของมัน คือการแสดงรายชื่อและเบอร์โทรว่ามาจากที่ไหน ประเทศอะไร ได้จดทะเบียนเบอร์นี้ในนามใคร และบริษัทเครือข่ายไหนอีกด้วย (ในประเทศไทยได้แก่ True, Dtac, AIS) และความสามารถอีกอย่างของมัน คือ การบล็อค (Block Number) เบอร์โทรที่คุณไม่ต้องการให้โทรหาคุณได้ด้วย มั่นใจได้เลยว่าเบอร์เหล่านั้นจะไม่มากวนใจคุณอีกยกเว้นว่าเค้าจะเปลี่ยนเบอร์ใหม่โทรมาหาคุณอะนะ ทั้งยังรองรับกับสมาร์ทโฟน (Smartphone) ทุกรุ่น หากใครสนใจแอพพลิเคชั่นดีๆ ตัวนี้สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีจากเว็บไซต์ผู้พัฒนาบนสมาร์ทโฟนทั้งแอนดรอยด์ (Android), ไอโอเอส (iOS), วินโดว์โฟน (WindowsPhone)

ZenPower แบตเตอรี่สำรองขนาดเท่าบัตรเครติด

สำหรับผู้ที่มีปัญหาแบตเตอรี่มือถือไม่เพียงพอ ต้องคอยหาที่ชาร์จอยู่เสมอ และกำลังมองหาแบตเตอรี่สำรองที่น้ำหนักเบา พกพาสะดวก เอซุสมีข่าวดี คือคุณสามารถเป็นเจ้าของพาวเวอร์แบงค์ ASUS ZenPower ความจุ 10,050 mAh ได้แล้ว โดยสามารถสั่งจากเว็บไซต์ซื้อขายออนไลน์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศไทยอย่าง Lazada ซึ่งจะเริ่มการแฟลชเซลส์แบบเอ็กคลูซีฟเป็นครั้งแรกในวันที่ 21 สิงหาคมที่จะถึงนี้ ในราคาเพียง 849 บาท จัดจำหน่ายผ่านทาง www.lazada.co.th ระหว่างเวลา 10.00 – 12.00 น. เท่านั้น โดยจะมีสีให้เลือกก่อน 2 สี คือ สีเงินและสีทอง ส่วนสำหรับสีฟ้า ชมพู และดำ จะตามมาในภายหลัง ซึ่งสีดำจะมีราคา 899 บาท

ZenPower แบตเตอรี่สำรองขนาดเท่าบัตรเครติด

ZenPower แบตเตอรี่สำรองขนาดเท่าบัตรเครติดขนาดกะทัดรัดรุ่นแรกของโลก

ความโดดเด่นของแบตเตอรี่สำรองนี้ก็คือดีไซน์ที่บางเบา กะทัดรัด โดยมีขนาดแค่บัตรเครดิตเท่านั้น จึงสามารถจับได้ถนัดมือ นับเป็นแบตเตอรี่สำรองเครื่องแรกของโลกก็ว่าได้ที่มีความจุสูง ในขนาดที่พกพาสะดวกมาก” มร. เจฟฟ์ โล ยังกล่าวต่อว่า “ไม่ใช่เพียงแค่รูปลักษณ์ที่ออกแบบมาให้ตอบโจทย์ผู้ใช้มากที่สุด แต่เรายังคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้ โดยมีเทคโนโลยี ASUS PowerSafe ที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิและกระแสไฟให้ได้มาตรฐาน

ทาง Asus ได้มีความตื่นเต้นเป็นอย่างมาก สำหรับการแฟลชเซลส์สุดเอ็กคลูซีฟในครั้งนี้ ซึ่ง ASUS ZenPower เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ ที่ลาซาด้าภูมิใจนำเสนอ เพื่อแสดงให้เห็นว่า เรามีความตั้งใจที่จะนำเอาผลิตภัณฑ์ที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ในราคาที่เหมาะสม ให้แก่ลูกค้าของเรา นอกจากนี้แล้ว ลาซาด้ายังมาพร้อมผลิตภัณฑ์สินค้าหลายประเภทครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้า รูปแบบการชำระเงินที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นบริการชำระเงินออนไลน์ หรือการเก็บเงินปลายทาง และการเอาใจใส่ดูแลลูกค้าเป็นอย่างดี ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งการันตีว่า ลาซาด้าเป็นห้างสรรพสินค้าออนไลน์อันดับหนึ่งในใจของนักช้อป ที่มองหาความสะดวกสบายในการช้อปปิ้งทุกที่ ทุกเวลา

ASUS ZenPower มาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 10,050 mAh ด้วยความจุนี้ จึงสามารถชาร์จอุปกรณ์เคลื่อนที่ สมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ ได้มากกว่า 1 รอบ ทั้งยังสามารถจ่ายกระแสไฟเพื่อชาร์จอุปกรณ์ได้สูงสุดถึง 2.4A ช่วยให้การชาร์จเป็นไปได้อย่างรวดเร็วทันใจ เพื่อให้รองรับต่อรูปแบบการใช้งานอุปกรณ์สมาร์ทดีไวซ์ของผู้ใช้งานในปัจจุบัน ช่วยเพิ่มระยะเวลาการใช้งาน โดยไม่จำเป็นต้องหาปลั๊กไฟเพื่อชาร์จระหว่างวันอีกต่อไป

นอกจากด้านพลังงานแล้ว จุดเด่นอีกข้อก็คือรูปลักษณ์ที่สวยงาม และแข็งแรง ด้วยการเลือกใช้วัสดุภายนอกเป็นอลูมิเนียมอะโนไดซ์น้ำหนักเบา น้ำหนักโดยรวมเพียง 215 กรัม ขนาดกะทัดรัด ทำให้คล่องตัวทั้งขณะพกพา หรือระหว่างการใช้งานก็เข้ากับรูปมือ จึงจับได้กระชับและสะดวกเวลาใช้งาน อีกทั้งยังได้รับการออกแบบให้มีรูปลักษณ์ที่หรูหราในแบบของ Zen ให้ความรู้สึกพรีเมียมทุกครั้งที่หยิบขึ้นมาใช้งาน สามารถถือคู่กับอุปกรณ์ที่ชาร์จอยู่ได้ในทุกสถานการณ์

ที่สำคัญ แบตเตอรี่สำรองของเอซุสมาพร้อมกับเทคโนโลยี ASUS PowerSafe ที่เป็นเอกสิทธิ์หนึ่งเดียวของเรา ช่วยควบคุมทั้งอุณหภูมิขณะใช้งาน ควบคุมการจ่ายและรับกระแสไฟขณะชาร์จ รวมถึงช่วยป้องกันการเกิดไฟฟ้าลัดวงจรด้วย อีกทั้งยังผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลจาก Japan Electronic Information Technology Association (JEITA) เพื่อให้คุณสามารถชาร์จอุปกรณ์ได้อย่างราบรื่นไร้กังวล

แซนดิสก์ฉลองครบรอบวางตลาด microSD ครบ 10 ปี

ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นการจัดเก็บข้อมูลแบบแฟลช เผยยอดการผลิตการ์ดความจำ microSD™ ออกสู่ตลาดกว่า 2 พันล้านชิ้น นับตั้งแต่เริ่มเพื่อการผลิตและจัดจำหน่าย microSD ครบ 10 ปี ที่ผ่านมา พร้อมเฉลิมฉลองก้าวสำคัญนี้ภายในงาน Mobile World Congress Shanghai แซนดิสก์ได้ริเริ่มสร้างสรรค์การ์ดความจำ microSD™ ในปี 2004 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ TransFlash™ ต่อจากนั้นในปี 2005 ได้สนับสนุนให้เกิดสมาคมเกี่ยวกับการ์ดความจำแบบ SD Card พร้อมเปลี่ยนชื่อและกระจายสินค้าที่มีคุณสมบัติล่าสุดในรูปแบบการ์ดความจำแบบ microSD ในวันที่ 13 กรกฏาคม 2005 สำหรับรูปแบบดังกล่าวนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจนถือได้ว่ามากที่สุดในประวัติของแซนดิสก์ โดยปัจจุบันสามารถรวบรวมจำนวนการ์ดความจำ microSD™ ที่แซนดิสก์ได้ผลิตออกสู่ท้องตลาดจำนวนสูงถึง 2 พันล้านชิ้น คิดเป็นหน่วยความจำได้มากถึง 11,103 พันล้าน เมกะไบท์ (MB)* หรือโดยเฉลี่ยมากกว่า 100 MB ต่อคน สำหรับประชากรทั้งหมดบนโลกใบนี้

แซนดิสก์ฉลองครบรอบวางตลาด microSD ครบ 10 ปี

แซนดิสก์ฉลองครบรอบวางตลาด microSD ครบ 10 ปี

การ์ดความจำ microSD ช่วยลดขนาดของการ์ดความจำแบบที่ถอดออกได้ คิดเป็นประมาณ 75 % ซึ่งมีบทบาทที่สำคัญยิ่งต่อความหลากหลายของตลาดผู้บริโภคสินค้า ตัวอย่างเช่น มุมมองของภาพส่วนใหญ่ที่เป็นในรูปแบบ “point of view” หรือ กล้องจับภาพเคลื่อนไหว กลุ่มภาพดิจิตอลที่ใช้ความเร็วในการจับภาพสูง ทั้งหมดนี้ต่างจำเป็นต้องใช้การ์ดความจำแบบ microSD

นอกจากนี้การ์ดความจำ microSD ยังช่วยขับเคลื่อนตลาดสมาร์ทโฟนทั้งในกลุ่มผู้ผลิตและกลุ่มผู้บริโภค ให้สามารถมีความยืดหยุ่นและมีอิสระเพิ่มมากขึ้น โดยมีการคาดการณ์ว่าสมาร์ทโฟนในตลาดปัจจุบันจำนวนมากกว่า 75 % จะมีช่องสำหรับใส่การ์ดความจำ microSD โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Strategy Analytics1 ทั้งนี้เมื่อไม่นานมานี้ทาง Google ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีช่อง microSD ออกสู่ 2 ตลาดใหญ่ที่มีแนวโน้มการเติบโตที่สูง ได้แก่ Android One ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่ถูกพัฒนามาเพื่อโทรศัทพ์มือถือสำหรับกลุ่มตลาดสมาร์ทโฟนในราคาต่ำกว่า 6,800 บาท สำหรับตอบสนองในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ และ Android M ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการรุ่นล่าสุดที่อนุญาติให้ระบบปฎิบัติการสามารถเข้าถึงข้อมูลในการ์ดความจำ microSD ได้โดยตรง และยังสามารถช่วยเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานให้แก่อุปกรณ์นั้นๆ มากขึ้น

เจษฎา ภวภูตานนท์ ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทย แซนดิสก์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ความต้องการในการจัดเก็บข้อมูลที่ไม่เคยหยุดเพิ่มขึ้น ในเร็ววันนี้เราอาจจะได้เห็นสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับเลนส์ที่หลายหลาย โทรศัพท์ที่สามารถบันทึกภาพวิดีโอแบบ UltraHD และอาจได้เห็นแอพพลิเคชั่นเพื่อการถ่ายภาพและชมภาพเสมือนจริง ทั้งนี้การ์ดความจำ microSD ยังเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยเสริมสร้างการเติบโตให้แก่ระบบ Internet of Thing ด้วยการลดข้อจำกัดเรื่องการจัดเก็บข้อมูล เรายังมองว่าการ์ดความจำ microSD จำนวน 2 พันล้านชิ้นนั้นเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะรูปแบบของการ์ดความจำ microSD นั้นจะเป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญที่จำเป็นสำหรับโลกของเทคโนโลยีในอนาคต

การ์ดความจำ microSD รุ่นแรก ของ แซนดิสก์ มาพร้อมความจุเริ่มต้นที่ 32 MB โดยการ์ดความจำ microSD รุ่นล่าสุดของแซนดิสก์ คือ การ์ดความจำ microSDXC™ ที่มาพร้อมความจุสูงสุดกว่า 200 GB ซึ่งเพิ่มกว่า 6,250 เท่า ภายในระยะเวลา 10 ปี
แซนดิสก์ ได้ใช้เวลา 3 ปี ในการวางจำหน่ายสินค้า CompactFlash® ครบ 1 ล้านชิ้น ในขณะที่การ์ดความจำ microSD จำนวน 1 ล้านชิ้น ได้ถูกวางจำหน่ายออกไป ภายใน 1 ไตรมาสเท่านั้น โดยเฉลี่ยแล้วแซนดิสก์ได้ส่งการ์ดความจำ microSD ออกจากโรงงาน จำนวน 6.34 ชิ้น ใน ทุกๆ วินาที นับตั้งแต่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ หากนำการ์ดความจำ microSD จำนวน 2 พันล้านชิ้นมาต่อกัน จะได้ระยะทางทั้งหมด 18,451 ไมล์ หรือ คิดเป็นสามในสี่ของเส้นทางรอบโลก

ในปี 2014 แซนดิสก์ เปิดตัวการ์ดความจำรุ่น SanDisk Ultra® microSDXC™ UHS-I ความจุขนาด 128GB** ด้วยการวางซ้อน เมมโมรี่ ทั้งหมด 16 ชั้น ซึ่งเป็นนวัตกรรม ที่เพิ่มความจุอย่างมากในขณะที่ไม่ได้การปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกของสินค้า เทคโนโลนีที่นำมาใช้เป็นเทคโนโลยีขั้นสูง โดยในแต่ละชั้นของเมมโมรี่นั้น จะมีความบางมาก ในขนาดที่เล็กกว่าเส้นผม

ในปี 2015 แซนดิสก์ เปิดตัวการ์ดความจำ SanDisk Ultra® microSDXC ™ UHS-I รุ่น Premium Edition ที่ ความจุขนาด 200 GB ซึ่งเป็นการเพิ่มความจุมากขึ้นกว่า 56% ภายใน 1 ปีเท่านั้น
การ์ดความจำแบบแฟลชของแซนดิสก์ ได้ครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับหนึ่งในท้องตลาดทั่วโลกมาเป็น ระยะเวลา 13 ปี2

จากการจดสิทธิบัตรจำนวนมากกว่า 5,000 สิทธิบัตร แสดงให้เห็นว่าแซนดิสก์นั้นเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันวัตกรรมด้านการจัดเก็บข้อมูลแบบแฟลชให้ก้าวไปข้างหน้า โดยผลจากความมุ่งมั่นนี้ได้ทำให้แซนดิสก์ได้รับรางวัลชนะเลิศจาก Thompson Reuters 2014 Top 100 Global Innovator ซึ่งเป็นรางวัลอันมีเกียรติติดต่อกันมาแล้วถึง 4 ปี

ออราเคิลขยายผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Enterprise Cloud เพื่อตอบโจทย์การใช้งาน

เปิดตัวบริการใหม่ในกลุ่ม Oracle Cloud Platform and Infrastructure ซึ่งเป็นกลุ่มบริการที่ครอบคลุมและครบวงจร ซึ่งช่วยให้นักพัฒนา บุคลากรด้านไอที และผู้ใช้เชิงธุรกิจ สามารถสร้างและขยายระบบคลาวด์ได้ง่ายขึ้น ด้วยบริการคลาวด์ใหม่ Enterprise Cloud ที่มากกว่า 24 บริการ ทำให้ Oracle Cloud Platform สามารถยกระดับความเป็นผู้นำของออราเคิลด้วยกลุ่มแอพลิเคชั่น แพลตฟอร์ม และเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานที่มีความหลากหลายและครอบคลุมความต้องการมากที่สุดในโลก โดยบริการที่เพิ่มเข้ามาใหม่และพร้อมใช้แล้วในขณะนี้ ได้แก่ Oracle Database Cloud – Exadata, Oracle Archive Storage Cloud, Oracle Big Data Cloud, Oracle Integration Cloud, Oracle Mobile Cloud, and Oracle Process Cloud.

ออราเคิลขยายผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Enterprise Cloud เพื่อตอบโจทย์การใช้งาน

ออราเคิลขยายผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Enterprise Cloud เพื่อตอบโจทย์การใช้งาน

Oracle Cloud Platform ช่วยให้ลูกค้าใช้เทคโนโลยีดิจิตอล เช่น Cloud, Mobile, Social และ Analytics เพื่อสร้างแอพพลิเคชั่นใหม่ ขยายส่วนที่มีอยู่เดิม และย้ายปริมาณงาน (workload) จากเดิมที่มีลักษณะ on-premise ไปยังคลาวด์ได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงแอพพลิเคชั่น รายการของบริการที่ครอบคลุมช่วยให้ลูกค้าสามารถจัดการและวิเคราะห์ข้อมูล พัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ทดสอบและใช้งานแอพพลิเคชั่นต่างๆ บูรณาการระบบทั้งแบบ on-premise และระบบคลาวด์ และทำงานร่วมกันในหมู่ผู้ใช้ ลูกค้าและคู่ค้าสามารถที่จะใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มเดียวกับที่องค์กรทั่วโลกนับหมื่น ซึ่งรวมถึงออราเคิล ใช้ในการดำเนินธุรกิจของตน ซึ่งทั้งหมดถูกนำส่งผ่านระบบคลาวด์ ส่งผลให้สามารถร่นระยะเวลาส่งมอบบริการตามความต้องการ (time-to-value: TtV) ให้เร็วขึ้น มีวัตกรรมที่สูงขึ้น และเสียค่าใช้จ่ายที่น้อยลง

ออราเคิลได้เติบโตอย่างรวดเร็วโดยไตรมาสล่าสุดเราทำรายได้ถึง 426 ล้านเหรียญในการให้บริการ SaaS และ PaaS ซึ่งเพิ่มมูลค่ากว่า 200 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน ซึ่งได้รับการบันทึกว่าเป็นบริษัทที่มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ออราเคิล เป็นบริษัทเดียวในโลกที่สามารถส่งมอบการบริการคลาวด์ที่สมบูรณ์แบบ ด้วยเทคโนโลยีที่ให้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพเหนือผู้ให้บริการรายอื่นๆ Oracle Cloud Platform กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและปัจจุบันได้รับความไว้วางใจจากหลายแบรนด์และองค์กรชั้นนำของโลก Oracle Cloud Platform มีลูกค้ามากกว่า 1,800 ราย และอีก 1,419จะเข้ามาเพิ่มในช่วงไตรมาสสุดท้าย โดย X, Y และ Z เป็นส่วนหนึ่งในหลายองค์กรที่เลือกใช้บริการของ Oracle Cloud Platform ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งได้แก่ Database Cloud, Java Cloud, Documents Cloud, Business Intelligence Cloud และ Database Backup Service

รายงานผลการสำรวจ CloudView Survey ของไอดีซี ระบุว่า ประโยชน์ที่เด่นชัดที่สุดต่อองค์กรด้านไอทีของ PaaS คือ การมีสภาพแวดล้อมแบบบริการตนเอง (self-service) สำหรับการเข้าถึงเครื่องมือเพื่อการพัฒนาและการใช้งาน และประโยชน์สำหรับผู้ใช้งานในเชิงธุรกิจ ก็คือ การเชื่อมประสานในตัวกับแอพพลิเคชั่นในกลุ่ม SaaS ของธุรกิจนั้นๆ” โรเบิร์ต มาโฮวาลด์ รองประธานโครงการ Cloud Software ของไอดีซี กล่าว “การมีแพลตฟอร์ม PaaS ที่มีบริการเต็มรูปแบบควบคู่ไปกับขอบข่ายแอพพลิเคชั่นที่ครบครันจะตอบสนองความต้องการ ทั้งยังเอื้อให้ผู้ใช้ Oracle Cloud Platform ได้ประโยชน์จากการเข้าถึงการพัฒนาและการใช้งานแอพพลิเคชั่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการจัดการข้อมูล, Big Data analytics, การเชื่อมโยงระบบ และคุณสมบัติด้านการสื่อสารไร้สาย ตอบสนองความต้องการหลักๆ ทั้งในส่วนของไอทีและ LOB

ถึงยุคแห่งการปรับโฉมระบบเครือข่ายกันใหม่ด้วย The New IP

ระบบเครือข่ายแบบเดิมที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานในยุค พยายามเต็มที่ (best effort) และใช้กับแอพพลิเคชั่นที่ยังไม่ต้องรองรับวิกฤติธุรกิจ (non-mission critical applications) นั้นไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบมาเป็นเวลา 20 ปีแล้ว เมื่อเข้ายุคปัจจุบันจึงมีข้อจำกัดมากมาย กลายเป็นอุปสรรคในธุรกิจบนโลกโซเชียล คลาวด์ โมบาย และการใช้บิ๊กดาต้า ซึ่งการทำเวอร์ช่วลไลเซชั่นถือเป็นเรื่องธรรมดา และความคล่องตัวถือเป็นสิ่งจำเป็นของงานแต่ละวันไปแล้ว และตอนนี้ได้ถึงยุคแห่งการปรับโฉมระบบเครือข่ายกันใหม่ด้วย The New IP จาก Brocade

ถึงยุคแห่งการปรับโฉมระบบเครือข่ายกันใหม่ด้วย The New IP

ยุคแห่งการปรับโฉมระบบเครือข่ายด้วย The New IP

ศูนย์ข้อมูลหรือดาต้าเซ็นเตอร์ในวันนี้คือ ด่านแรก ของธุรกิจ เพราะส่งผลโดยตรงต่อการตอบสนองการแข่งขันและความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะเราอยู่ในยุคที่ลูกค้าติดต่อธุรกิจผ่านเทคโนโลยี มิใช่พบกันตัวต่อตัว ลูกค้าใช้การสื่อสารอุปกรณ์ประเภทต่างๆ และแอพพลิเคชั่น ซึ่งมีดาษดื่นให้เลือกใช้ ย่อมหมายความว่าระบบเครือข่ายการต่อเชื่อมภายในดาต้าเซ็นเตอร์ต้องคล่องตัว ไดนามิกส์ และออโตเมท เพียงพอที่จะรับมือทิศทางนี้ได้

การเปลี่ยนแปลงของระบบเครือข่ายนี้เรียกว่า The New IP ที่มีลักษณะระบบเครือข่ายที่ให้บริการแบบอิงซอฟต์แวร์ ในแบบเวอร์ช่วลไลซ์ (virtualized and software-based network services) วิ่งบนฮาร์ดแวร์ที่ใช้ร่วมกัน (commoditized hardware) และมีความต้องการของลูกค้าชี้รูปแบบสถาปัตยกรรมโครงสร้างที่ควรเป็นแบบเปิดและใช้เทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สเพื่อเลี่ยงคอขวดระหว่างเวนเดอร์ที่ต่างกัน

องค์กรธุรกิจควรต้องเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร? ธุรกิจที่ใช้ระบบเน็ตเวิร์คตัวนี้จะตอบรับการแข่งขันและความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น ดังนั้นควรต้องเตรียมรับมืออย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงนี้?

  • ประการแรก – มีความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการมองกระบวนการบริการควบคุมระบบเครือข่าย รูปแบบเก่าๆ แบบกล่องต่อกัน มีอินเทอร์เฟซใส่คอมมานด์ ตั้งค่าระบบ โดยมากมักตั้งค่าตามหลังสิ่งที่เกิดขึ้น จะค่อยๆ หมดไป บริษัทองค์กรต่างๆ ต้องทำออโตเมชั่น และมองหาความเรียบง่ายเพื่อให้ได้กระบวนการทำงานที่คล่องตัว
  • ประการที่สอง – ต้องมีแผนงานเพื่อเตรียมโครงสร้างเครือข่ายสำหรับบริการเครือข่ายแบบเวอร์ช่วลไลซ์ และการเรียกใช้งานแบบตั้งโปรแกรมได้ เช่น บริษัทสามารถตั้งค่าให้แน่ใจว่าอุปกรณ์เน็ตเวิร์คที่เป็น physical underlay ต้องรองรับ OpenFlow หรือต้องทำงานกับเวนเดอร์และพาร์ตเนอร์เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มที่สามารถข้ามช่องว่างในการควบคุมอุปกรณ์รุ่นเก่าที่มีใช้งานอยู่ได้
  • ประการที่สาม - บริษัทควรที่จะเริ่มคิดเกี่ยวกับการหาทักษะด้าน DevOps อาจจะเป็นการฝึกอบรมพนักงาน หรือนำคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะนี้เข้ามาทำงาน ในขณะเดียวกัน สามารถทำงานร่วมกับเวนเดอร์เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านซอฟท์แวร์และการเขียนสคริปท์

เปิดโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ได้ต่อเนื่องรวดเร็ว เบนิ เซีย กล่าวว่า การสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ ไม่เพียงแต่สำหรับเวนเดอร์ แต่รวมถึงบริษัทที่นำมาใช้งานด้วยความคล่องตัวทางธุรกิจในการตอบรับเงื่อนไขทางการตลาดใหม่ๆ ไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาฐานลูกค้าที่มีอยู่ได้เท่านั้น แต่ยังดึงลูกค้าใหม่ๆ เข้ามาได้อีกด้วย การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้เริ่มขึ้นแล้วและองค์กรธุรกิจหลายองค์กรก็ศึกษาหาช่องทาง และทดสอบโซลูชั่นในทิศทางนี้เพื่อก้าวไปข้างหน้าได้รวดเร็ว ส่วนองค์กรใดที่ยังเลือกจะอยู่นิ่งๆ ไปก่อนก็จะถูกให้อยู่ข้างหลังอย่างแน่นอน

SanDisk MicroSD ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นการจัดเก็บข้อมูลแบบแฟลช

ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นการจัดเก็บข้อมูลแบบแฟลช SanDisk เปิดตัวผลิตภัณฑ์ด้านการจัดเก็บข้อมูลสำหรับมือถือใหม่ล่าสุด ซึ่งประกอบด้วยอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลสำหรับมือถือใหม่หลากหลายรุ่นที่ช่วยให้ผู้บริโภคก้าวทันกับความต้องการของโลกที่มีมือถือเป็นศูนย์กลางในปัจจุบัน เนื่องจากผู้ใช้มือถือได้สรรค์สร้างข้อมูลได้มากขึ้นกว่าอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน พวกเขาจึงเริ่มมองหาโซลูชั่นเพื่อการถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งวิธีการที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถแบ่งปันและจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้ผ่านอุปกรณ์และระบบปฏิบัติการอันหลากหลายได้อย่างง่ายดาย

SanDisk MicroSD ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นการจัดเก็บข้อมูลแบบแฟลช

SanDisk MicroSD ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นการจัดเก็บข้อมูลแบบแฟลช

ตามรายงานล่าสุดจากบริษัท อินเทอร์เนชันแนล ดาตา คอร์ป ประเทศสหรัฐอเมริกา(IDC1) พบว่าในปีนี้ผู้คนจะถ่ายภาพและแบ่งปันภาพถ่ายกันประมาณ 1.6 ล้านล้านภาพ และ 7 ใน 10 ของภาพเหล่านั้นจะถูกถ่ายโดยใช้มือถือและแท็บเล็ต แซนดิสก์ในฐานะผู้นำในการนำเสนอโซลูชั่นเพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านี้ จึงได้ริเริ่มขยายผลิตภัณฑ์แห่งนวัตกรรมนี้ให้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันได้มีการเปิดตัวอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลสำหรับมือถือที่มีคุณภาพเชื่อถือออกมามากมาย จึงช่วยให้ผู้บริโภคมีอิสระ ที่จะถ่ายภาพ เก็บบันทึก หรือแบ่งปันได้อย่างต่อเนื่องไม่สะดุด พร้อมประโยชน์เพิ่มมากขึ้นจากความเร็วที่สูงขึ้นในการถ่ายโอนข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว เจษฎา ภวภูตานนท์ ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทย แซนดิสก์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นผู้นำระดับโลกในด้านโซลูชั่นการจัดเก็บข้อมูลแบบแฟลช แซนดิสก์มีความพร้อมอย่างมากที่จะนำเสนอโซลูชั่นหน่วยความจำสำหรับโทรศัพท์มือถือที่สอดคล้องกับต้องการอันหลากหลายของผู้บริโภค โดยเรามีโซลูชั่นการจัดเก็บข้อมูลสำหรับอุปกรณ์ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากและยังคงนำเสนออุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลสำหรับโทรศัพท์มือถือที่ให้อิสระแก่ผู้บริโภคในการถ่ายภาพ เก็บบันทึก หรือแบ่งปันได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมประโยชน์จากระดับความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลได้อย่างฉับไว”

ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลสำหรับโทรศัพท์มือถือของแซนดิสก์ประกอบด้วยการ์ดความจำ SanDisk microSD; แฟลชไดรฟ์รุ่น SanDisk iXpand; ผลิตภัณฑ์SanDisk Ultra® Dual USB Drive และ ผลิตภัณฑ์ Dual USB Drive พร้อม Type C Connector

SanDisk microSD™ – ขยายความจุหน่วยความจำในสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตของคุณได้สูงสุดถึง 200GB*
การ์ดความจำ SanDisk microSD เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการอัพเกรดหน่วยความจำได้ทันที ซึ่งให้ทั้งความรวดเร็วและราบรื่น พร้อมความจุตั้งแต่ 4GB ไปจนถึง 200GB ทั้งนี้ SanDisk microSD ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อให้การใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยคุณสมบัติกันน้ำ ทนทานต่ออุณหภูมิ ทนต่อแรงกระแทก ทนต่อรังสี X-ray และทนต่อแม่เหล็ก2

ล่าสุดภายในงาน 2015 Mobile World Congress แซนดิสก์ได้เปิดตัวการ์ดความจำ SanDisk Ultra® microSDXC™ UHS-I รุ่น Premium Edition ความจุขนาด 200GB ซึ่งเป็นการ์ดความจำ microSD สำหรับใช้ในโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตที่มีขนาดความจุสูงที่สุดในโลก โดยการ์ดความจำ microSDXC™ UHS-I ที่ได้รับรางวัลรุ่นนี้ช่วยให้สามารถถ่ายวิดีโอระดับ Full HD3 ได้นานสูงสุดถึง 20 ชั่วโมง ก่อนจะถ่ายโอนไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ และด้วยความเร็วในการถ่ายโอนอย่างฉับไวได้สูงสุดถึง 1200 ภาพ ต่อนาที4 นอกจากนี้ยังแซนดิสก์คว้ารางวัล “Best of Show” มาถึง 3 รางวัล ซึ่งยืนยันได้ว่าแซนดิสก์ได้พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีอันดีเยี่ยมสำหรับการ์ดความจำรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลจาก AndroidCentral, Ubergizmo และ Know Your Mobile ซึ่งแต่ละสถาบันจะพิจารณามอบรางวัลเพื่อยกย่องผลิตภัณฑ์ใหม่ภายในงานดังกล่าวเพียง 10 ผลิตภัณฑ์เท่านั้น การ์ด SanDisk Ultra microSDXC UHS-I รุ่น Premium Edition ความจุขนาด 200 GB มาพร้อมการรับประกัน 10 ปี และจะวางจำหน่ายทั่วโลกในไตรมาสที่ 2

iXpand Flash Drive – การถ่ายโอนไฟล์ระหว่าง iPhone, iPad และคอมพิวเตอร์5 ที่ง่ายดายมากยิ่งขึ้น iXpand Flash Drive เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดในการถ่ายโอนภาพถ่ายและวิดีโอระหว่าง iPhone และ iPad ไปยังคอมพิวเตอร์ PC และ Mac โดยสามารถเพิ่มความจุหน่วยความจำบน iPhone หรือ iPad ได้อย่างรวดเร็ว และขยายพื้นที่การจัดเก็บข้อมูลได้สูงถึง 128GB ทั้งยังสามารถคัดลอกภาพถ่ายและวิดีโอโดยอัตโนมัติจากม้วนฟิล์ม (camera roll) ไปยังไดรฟ์ทันทีที่มีการเชื่อมต่ออุปกรณ์ สามารถเล่นไฟล์วิดีโอและไฟล์เพลงที่เป็นที่นิยมในทุกประเภทไฟล์ได้จากไดรฟ์ พร้อมสายเชื่อมต่อที่ทนทานและยืดหยุ่นจึงสามารถเสียบต่อกับเคสของ iPhone หรือ iPad ได้อย่างง่ายดาย iXpand Flash Drive จะเริ่มจำหน่ายในวันที่ 1 พฤษภาคม 2558 โดยมีขนาดความจุให้เลือกตั้งแต่ 16GB, 32GB, 64GB จนถึง 128GB ราคาอยู่ที่ 2,590, 3,690, 5,290 และ 7,590 ตามลำดับ

ผลิตภัณฑ์ SanDisk Ultra Dual USB Drive 3.0 — ถ่ายโอนภาพถ่ายและวิดีโอระหว่างอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android™ และคอมพิวเตอร์ได้อย่างง่ายดาย สามารถถ่ายโอนไฟล์ข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ที่รองรับ OTG ทั้งสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ไปยังคอมพิวเตอร์แบบ PC และ Mac ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย เพียงเชื่อมต่อต่อไดรฟ์เข้ากับพอร์ต micro-USB ของอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android นั้นๆ เพื่อถ่ายโอนข้อมูลไปยังไดรฟ์ได้สูงสุดถึง 64GB จากนั้นจึงถ่ายโอนไฟล์จากไดรฟ์ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 130MB/วินาที6 ด้วยอุปกรณ์เชื่อมต่อความเร็วสูงของ USB 3.0 ทั้งนี้ SanDisk Ultra Dual USB Drive 3.0 ยังทำให้เกิดความง่ายดายและรวดเร็วในการเพิ่มพื้นที่ว่างสำหรับภาพถ่ายวิดีโอ เพลง และอื่นๆ พร้อมวางจำหน่ายแล้ว โดยมีขนาดความจุให้เลือกตั้งแต่ 16GB, 32GB, 64GB ในราคา 380 บาท, 680 บาท และ 1,280 บาท ตามลำดับ

ผลิตภัณฑ์ Dual USB Drive พร้อม Type C connector รุ่นแรกของแซนดิสก์ ผลิตภัณฑ์ Dual Flash Drive รุ่นแรกของแซนดิสก์มาพร้อม USB ประเภท Type-C connector และสามารถพลิกกลับอีกด้านเป็น USB 3.0 จึงช่วยให้ง่ายต่อการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างอุปกรณ์7 รุ่นใหม่ๆ รวมถึงคอมพิวเตอร์แบบ PC และ Mac ทั้งนี้ SanDisk Dual USB Drive ยังให้ความจุสำหรับการจัดเก็บข้อมูลที่เพิ่มขึ้นถึง 32GB จึงสามารถถ่ายโอนข้อมูลได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์ Dual USB Drive พร้อม Type C connector ความจุขนาด 32GB มาพร้อมการรับประกัน 2 ปี โดยจะเริ่มจำหน่ายในประเทศไทยวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 ในราคา 2,490 บาท

Sanook and Taejai ชวนคนไทยร่วมสาดบุญฉลองมหาสงกรานต์ เชื่อมโยงผู้ใจดีทำบุญเเบบเรียลไทม์

เว็บไซต์ให้บริการข้อมูลข่าวสารและสาระบันเทิงชั้นนำของประเทศไทย ร่วมกับ “เทใจดอทคอม” (taejai.com) ชุมชนการให้เพื่อคนไทย เปิดตัวช่องทางออนไลน์ใหม่เพื่อเชื่อมโยงผู้ใจดีร่วมทำบุญครั้งใหญ่ในแบบเรียลไทม์ฉลองเทศกาลมหาสงกรานต์ปีนี้ ผ่าน www.sanook.com/songkran พร้อมชาวโซเชียลแชร์และติดแฮชแท็ก #Saadboon โดยสามารถเลือกสนับสนุน 3 โครงการเพื่อสังคมจาก เทใจดอทคอม ประกอบด้วย 1. โครงการยาเพื่อชาวบ้านชายแดนอุ้มผาง 2. โครงการกองทุน The Voice เสียงจากเราเพื่อสัตว์ยากไร้ เเละ 3. โครงการทุนการศึกษาเพื่ออนาคต โดยมูลนิธิยุวพัฒน์ ซึ่งตั้งเป้ารายได้สมทบทุนทั้งหมดรวม 500,000 บาท ในระยะเวลา 1 เดือน นอกจากนั้นในปีนี้สนุกดอทคอมยังมุ่งมั่นนำเสนอบริการและคอนเทนต์ที่ตอบสนองความต้องการผู้บริโภคที่มีไลฟ์สไตล์เเบบดิจิตอล ด้วยการนำเสนอเนื้อหาเชิงสร้างสรรค์ต่อสังคม ตอกย้ำการเป็นส่วนหนึ่งเพื่อสร้างสังคมไทยที่น่าอยู่

Sanook and Taejai ชวนคนไทยร่วมสาดบุญฉลองมหาสงกรานต์ เชื่อมโยงผู้ใจดีทำบุญเเบบเรียลไทม์

Sanook and Taejai ชวนคนไทยร่วมสาดบุญฉลองมหาสงกรานต์ เชื่อมโยงผู้ใจดีทำบุญเเบบเรียลไทม์

นายกฤตธี มโนลีหกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สนุก ออนไลน์ จำกัด เผยว่า “คนไทยล้วนมีจิตใจดี ทุกคนพร้อมช่วยเหลือและแบ่งปันความสุขให้กัน ปัจจุบันมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในไทยคิดเป็นสัดส่วน 51% ของประชากรหรือกว่า 30 ล้านคน ซึ่งนิยมใช้งานผ่านสมาร์ทโฟนมากกว่าอุปกรณ์อื่น กลายเป็นเทรนด์ไลฟ์สไตล์ดิจิตอลที่ทุกคนต้องการเข้าถึงข้อมูลและทำกิจกรรมต่างๆ ผ่านออนไลน์มากขึ้น สนุกดอทคอมต้องการที่เป็นส่วนหนึ่งเพื่อช่วยให้คนไทยได้ร่วมสนับสนุนโครงการเพื่อสังคมดีๆ จึงร่วมมือกับเทใจดอทคอม ชวนคนไทยร่วมทำบุญวันปีใหม่ไทย ‘#Saadboon ร่วมทำบุญมหาสงกรานต์’ เปิดโอกาสให้คนไทยได้ร่วมทำบุญได้สะดวกขึ้นแบบออนไลน์กับโครงการดีๆ จากองค์กรที่ไม่เเสวงหาผลกำไรต่างๆ โดยนำกิจกรรมที่ผู้ใช้ออนไลน์ชื่นชอบ คือ บริการดูดวงของสนุกดอทคอมหรือ Sanook! Horoscope (http://horoscope.sanook.com/) ที่ถือเป็นบริการยอดฮิตที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้งาน Sanook.com ซึ่งมีกว่า 35 ล้านคนต่อเดือน มาสร้างสีสันในแคมเปญ เรามองว่าจุดเริ่มต้นจากความเชื่อในเรื่องดวงนี้ สามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังที่สร้างประโยชน์ให้สังคมได้เป็นอย่างดี และตลอดหนึ่งเดือนนี้เราจะนำเสนอคอนเทนต์อย่างต่อเนื่องเพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมดีๆ นี้ผ่านหน้าเว็บไซต์ และสื่อโซเชียลมีเดียของสนุกดอทคอมทั้งหมด รวมทั้ง Facebook Fanpage ที่เข้าถึงคนไทยที่มีไลฟ์สไตล์ดิจิตอลกว่า 30 ล้านคน ซึ่งจะช่วยให้โครงการได้รับความสนใจมากขึ้น และถือเป็นรูปแบบใหม่ในการทำบุญทางออนไลน์ที่เชื่อมโยงผู้คนกับองค์กรฯ เข้าถึงไลฟ์สไตล์ทุกรูปแบบของผู้คนในยุคนี้”

ด้าน นางสาวสิรินาท ต่อวิริยะเลิศชัย ผู้จัดการโครงการเทใจดอทคอม เผยว่า “เทใจดอทคอมมีจุดเริ่มต้นจากความต้องการช่วยเหลือกลุ่มคนที่ต้องการทำเรื่องดีๆ เพื่อสังคม จึงร่วมกันสร้างพื้นที่กลางเพื่อชักชวนให้น้ำใจหลั่งไหลเข้ามาที่ตรงนี้ จากเทรนด์ปัจจุบันที่คนไทยนิยมใช้โซเชียลมีเดียและท่องโลกออนไลน์มากขึ้น เทใจดอทคอมเล็งเห็นว่าการเข้ามาเป็นพันธมิตรกับสนุกดอทคอม ซึ่งเป็นเว็บไซต์ให้บริการข้อมูลข่าวสารและสาระบันเทิงชั้นนำที่คนไทยรู้จักเป็นอย่างดี จะช่วยให้เทใจดอทคอมเป็นที่รู้จักมากขึ้นเเละสามารถเข้าถึงกลุ่มคนที่ใจบุญ รวมทั้งช่วยขยายฐานสมาชิกและเพิ่มจำนวนเงินบริจาคในโครงการช่วยเหลือสังคมต่างๆ ได้มากขึ้น เรามั่นใจว่าคนไทยมีจิตใจที่ดีงาม และยินดีที่จะช่วยเหลือสังคมในทุกครั้งที่มีโอกาส โดยกิจกรรมชวนคนไทยร่วมทำบุญวันปีใหม่ไทย ‘#Saadboon ร่วมทำบุญมหาสงกรานต์’ นี้ จะสมทบทุนให้กับ 3 โครงการหลัก ซึ่งเเต่ละโครงการฯ มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานที่ชัดเจน และสนุกดอทคอมจะเป็นอีกหนึ่งพลังขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยเชื่อมโยงกิจกรรมบนโลกออนไลน์กับทุกคนได้เป็นอย่างดี”

สนุกดอทคอมเเละเทใจดอทคอม ขอเชิญชวนคนไทยมาร่วมสาดบุญให้ชุ่มฉ่ำต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ เพียงคลิกเข้ามาที่ www.sanook.com/songkran และร่วมสนุกทำนายดวงชะตาราศีรับปีใหม่ไทย แล้วร่วมทำบุญเสริมดวงชะตา โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกบริจาคเพื่อการกุศลให้กับโครงการฯ ต่างๆ ได้แก่ 1. ยาเพื่อชาวบ้านชายแดนอุ้มผาง, 2. กองทุน The Voice เสียงจากเราเพื่อสัตว์ยากไร้ และ 3. ทุนการศึกษาเพื่ออนาคต จากนั้นชวนเพื่อนๆ ร่วมทำบุญผ่านโลกโซเชียล พร้อมติดแฮชแท็ก #Saadboon สร้างพลังบนโซเชียล ร่วมทำบุญแบบออนไลน์ได้แล้ววันนี้ ผู้สนใจสามารถร่วมบริจาคได้โดยไม่กำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำ และสามารถขอใบเสร็จเพื่อนำไปหักภาษีได้ กิจกรรมเริ่มตั้งเเต่วันที่ 1-30 เมษายน 2558

มาดู รีวิวมือถือ จากค่ายต่างๆ กันเถอะ

มือถือ อุปกรณ์ที่รู้จักกันดีในปัจจุบันมันมีความสามารถเยอะจนเรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า สมาร์ทโฟน เนื่องจากมีพัฒนาการหลายอย่างถูกใส่เข้าไปในมือถือเรียกได้ว่ายัดทุกความสามารถลงไปในมือถือเครื่องเดียวเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บไฟล์เอกสารงาน พรีเซ้นเตชั่น ไฟล์เพลง เกมส์ ภาพยนตร์ ตั้งเตือนเวลา ตารางการทำงาน ติดต่อสื่อสาร อินเทอร์เน็ต สิ่งอำนวยความสะดวกอย่างไฟฉาย หรือในปัจจุบันยังสามารถแชร์อินเทอร์เน็ตให้กับผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนด้วยกันได้ด้วย มันจึงเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้แล้วในยุคนี้

ถามว่าทำไมถึงต้องมาดู รีวิวมือถือ ด้วยละ ตอบได้ง่ายมาก ถ้าคุณต้องการทราบข้อมูลของมือถือเครื่องนั้น ไม่ว่าจะค่ายไหนก็ตามต้องอ่านรีวิวมือถือตามอินเทอร์เน็ตหรือหาข้อมูลจากร้านค้าต่างๆ และแน่นอนข้อมูลบางแหล่งก็ไม่ครอบคลุมทุกสิ่งที่คุณอยากรู้ ร้านค้าก็คงไม่ทราบทุกรุ่นทุกยี่ห้อที่อยากได้แน่นอน ทำให้มันสำคัญมากยิ่งจำเป็นต้องซื้อมือถือสักเครื่องที่เป็นของตนเองด้วย ยิ่งต้องหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้นไปอีก แล้วทีนี้และคุณจะเห็นถึงความสำคัญมาก

มาดู รีวิวมือถือ จากค่ายต่างๆ กันเถอะ

มาดู รีวิวมือถือ จากค่ายต่างๆ กันเถอะ

สมาร์ทโฟนที่มีตามท้องตลาดไม่ได้มีเพียงค่ายเดียวเท่านั้น ยกตัวอย่างที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว อย่าง Apple ที่ออกมือถือและแท็บเล็ตเป็น iPhone iPad หรือจะเป็น iPod Touch ด้วย หรือจะเป็นฝั่ง Android ก็คงไม่พลาดอย่าง Samsung ที่มีออกมาหลายรุ่นมากๆ เช่นกัน ทำให้หลายคนต้องการเลือกซื้อกันไม่ถูกเลย เพราะด้วยความที่สเปคเครื่องที่ต่างกันไม่มากนัก และราคาที่ต่างกันเล็กน้อยในการเลือกซื้อจะดีมากขึ้นหากได้อ่าน รีวิวโทรศัพท์มือถือ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อมือถือสักเครื่องหนึ่ง

ค่ายมือถือที่ผลิตในปัจจุบัน ได้แก่

  1. Apple
  2. Samsung
  3. LG
  4. Oppo
  5. Lenovo
  6. Asus
  7. Sony
  8. HTC
  9. Nokia
  10. BlackBerry
  11. Motorola
  12. Microsoft
  13. i-Mobile
  14. Acer
  15. Acatal
  16. BenQ
  17. True
  18. AIS
  19. Dtac
  20. Wiko
  21. Panasonic
  22. Huawei
  23. Dell
  24. Go-Live
  25. Toshiba
  26. Sharp
  27. และอื่นๆ อีกมากมาย

เมื่อพูดถึง การรีวิวโทรศัพท์มือถือ จะเป็นการทดลองใช้งานมือถือแบบทั่วไป เช่น การใช้งานแอพพลิเคชั่น, การดาวน์โหลด, กล้องถ่ายรูปทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง, ระบบ NFC การถ่ายโอนข้อมูลต่างๆ รวมทั้งความโดดเด่นในด้านทรัพยากรเครื่องแต่ละรุ่น พร้อมยังบอกสเปคเบื้องต้นให้กับผู้ที่สนใจได้เป็นอย่างดี และยังมีคลิปวีดีโอสำหรับการใช้งานในส่วนต่างๆ อีกด้วย ถ้าคุณกำลังสนใจมือถือรุ่นไหนอยู่ละก็ลองแวะมาชมรีวิวมือถือ ที่นี่ได้เลย

สามารถติดตามอ่านบทความรีวิวมือถือได้ที่นี่เลย http://review.thaiware.com/mobile/

Adobe ปรับปรุง Mobile Marketing และพัฒนา Mobile App ครั้งใหญ่

ในงาน Adobe Summit ซึ่งเป็นงานสัมมนาประจำปีด้าน Digital Marketing ของอะโดบีที่จัดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา ทางบริษัทอะโดบี (Nasdaq: ADBE) Adobe ปรับปรุง Mobile Marketing ของอะโดบีที่ได้รวมเอา Framework สำหรับการพัฒนาและจัดการโมบายล์แอพฯ ไว้อย่างครบวงจร โดยโมบายล์เซอร์วิสของอะโดบีในที่นี้เป็นหนึ่งใน Core Service ของ Adobe Marketing Cloud ที่จะช่วยให้การบริหารจัดการ lifecycle ของโมบายล์แอพฯ ทั้งหมดกลายเป็นเรื่องง่ายดาย

Adobe ปรับปรุง Mobile Marketing และพัฒนา Mobile App ครั้งใหญ่

Adobe ปรับปรุง Mobile Marketing และพัฒนา Mobile App ครั้งใหญ่

ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโมบายล์แอพฯการสร้างฐานผู้ใช้งานใหม่ๆ ให้แก่ โมบายล์แอพฯ, ระบบวิเคราะห์การใช้งานของผู้ใช้งานโมบายล์แอพฯ และการสร้างความผูกพันกับผู้ใช้งานของโมบายล์แอพฯ ซึ่ง “โมบายล์เซอร์วิส” นี้ถือเป็นโซลูชันที่มีความสมบูรณ์ที่สุดในวงการ และยังเป็นโซลูชันแรกที่ถูกออกแบบมาเพื่อมุ่งเน้นการแก้ปัญหาของนักการตลาดที่เคยต้องใช้งานโซลูชันที่หลากหลายซึ่งไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ด้วยการนำเสนอโซลูชันที่รวมเอาทั้งการพัฒนาและการบริหารจัดการโมบายล์แอพฯ เอาไว้ภายในโซลูชันเดียว ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้ ทางอะโดบียังได้ประกาศรายชื่อของพาร์ทเนอร์ที่เป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีสำหรับ โมบายล์แอพฯ ชั้นนำ ที่จะนำเครื่องมือใหม่ๆ มาใช้งานร่วมกันใน framework สำหรับการพัฒนาและบริหารจัดการ โมบายล์แอพฯ นี้อีกถึง 6 ราย

“ข้อมูลจาก Adobe Digital Index data ได้แสดงให้เห็นถึงการทำลายสถิติครั้งใหม่ในการใช้งานอุปกรณ์พกพา แต่ในขณะเดียวกัน การสร้างประสบการณ์การใช้งานโมบายล์แอพฯ ที่ดีก็ยังคงเป็นปริศนาสำหรับนักการตลาดหลายราย” มร. แมท อะเซย์, รองประธานกรรมการด้านกลยุทธ์โมบายล์ของอะโดบี กล่าว “เหล่านักการตลาดต้องวุ่นวายกับการทำความคุ้นเคยในการใช้งาน mobile tools ต่างๆ สำหรับการแก้ปัญหาเฉพาะทางในแต่ละเรื่อง แต่ด้วย “โมบายล์เซอร์วิส” ของอะโดบี เราจะทำให้งานทั้งหมดนี้กลายเป็นกระบวนการที่ง่ายมากขึ้น และทำให้นักการตลาดสามารถสร้างและใช้ประโยชน์จากแอพฯ ของพวกเขาได้อย่างง่ายดาย”

Framework ของ โมบายล์แอพฯในโมบายล์เซอร์วิสของอะโดบีนี้ จะรวบรวมเอาเทคโนโลยีสำหรับการพัฒนาและปรับปรุงโมบายล์แอพฯ จาก Adobe Marketing Cloud เอาไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Adobe Experience Manager Apps, AdobePhoneGap Enteprise, Adobe Analytics – Mobile Apps และ Adobe Target ในขณะเดียวกันการทำงานร่วมกันกับเครื่องมือสำหรับการพัฒนาและจัดการโมบายล์แอพฯ จากพาร์ทเนอร์ก็จะช่วยให้การบริหารจัดการ lifecycle ของโมบายล์แอพฯ เป็นไปได้อย่างยืดหยุ่นและครบวงจรสูงสุด

Hitachi Data รับกระแส IOT รุกซื้อกิจการ Pentaho เจาะตลาดบิ๊กดาต้า

บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ คอร์ปอเรชั่น (HDS) ธุรกิจในเครือของบริษัท ฮิตาชิ จำกัด (TSE: 6501) ประกาศเตรียมซื้อกิจการ Pentaho Corporation ซึ่งเป็นผู้นำด้านการรวมระบบข้อมูล และการวิเคราะห์เชิงธุรกิจที่มีแพลตฟอร์มแบบโอเพ่นซอร์สสำหรับการใช้งานต่างๆด้าน Big Data ซึ่งการซื้อกิจการ Pentaho นับเป็นการซื้อกิจการเอกชนด้าน Big Data ครั้งใหญ่ที่สุด ซึ่งคาดว่าจะสมบูรณ์ในเดือนมิถุนายนปีนี้ โดยไม่เปิดเผยถึงเงื่อนไข หลังการซื้อกิจการเสร็จสิ้น Pentaho จะกลายเป็นบริษัทของฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ และคงแบรนด์ตามเดิมไว้ นอกจากนี้ Pentaho จะดำเนินธุรกิจตามรุปแบบเดิมในปัจจุบันภายใต้การนำของ มร. Quentin Gallivan ที่ดำรงตำแหน่ง CEO โดยจะรายงานตรงต่อ มร. Kevin Eggleston, รองประธานกรรมการอาวุโสด้าน Social Innovation and Global Industries ของบริษัทฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์

Hitachi Data รับกระแส IOT รุกซื้อกิจการ Pentaho เจาะตลาดบิ๊กดาต้า

Hitachi Data รับกระแส IOT รุกซื้อกิจการ Pentaho เจาะตลาดบิ๊กดาต้า

ทั้งนี้ มร. Kevin Eggleston ได้ระบุว่า การซื้อกิจการครั้งนี้จะช่วยให้ฮิตาชิฯ บรรลุถึงกลยุทธ์ในการนำเสนอนวัตกรรมด้านธุรกิจที่รวมเอาข้อมูลอุปกรณ์หรือเครื่องจักร เทคโนโลยีสารสนเทศ และการวิเคราะห์ขั้นสูง เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างคุณค่าสูงสุดจากการใช้ Big Data และ Internet of Things (แนวคิดที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ การโต้ตอบระหว่างเครื่องจักร (M2M หรือ machine to machine) ให้สื่อสารกันได้เองโดยไม่ต้องผ่านมนุษย์ในการสั่งการ เพื่อช่วยให้การทำงานและธุรกิจสะดวกสบาย และมีประสิทธิภาพขึ้น) ซึ่งนับเป็นการพลิกโฉมวงการ Big Data ที่จะช่วยให้องค์กรขนาดใหญ่ นำเทคโนโลยีและโซลูชั่นมาใช้งานเพื่อสร้างกลยุทธ์ในการแข่งขันและคืนทุนได้เร็วขึ้น ซอฟต์แวร์และความเชี่ยวชาญของ Pentaho จะเสริมศักยภาพให้ผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆของ HDS พร้อมช่วยผลักดันโซลูชั่นเพิ่มเติมของ HDS ด้าน Big Data ให้เร็วขึ้นด้วย ผลที่ได้รับจะเป็นโซลูชั่นเฉพาะที่ครอบคลุมการทำงานของแพลตฟอร์มการวิเคราะห์ร่วมกัน (shared analytics platform) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมอ้างอิงที่สามารถรวมและบริหารเทคโนโลยีต่างๆ จากฮิตาชิฯ พันธมิตรคู่ค้า และวงการโอเพ่นซอร์สเพื่อช่วยให้นักพัฒนาได้เพิ่มความสามารถใหม่ให้กับเทคโนโลยีในปัจจุบัน และสามารถตอบสนองความต้องการทางธุรกิจได้เร็วขึ้น
“ข้อมูลยังคงเป็นทรัพยากรที่หลายองค์กร ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ และการตีมูลค่าของข้อมูลต่างๆ ยังคงเป็นสิ่งท้าทาย แต่ด้วยเทคโนโลยีและประสบการณ์ในธุรกิจอุตสากรรมต่างๆของฮิตาชิ บวกกับซอฟต์แวร์ที่ทันสมัย และทีมผู้เชี่ยวชาญของ Pentaho จะช่วยให้เรานำเสนอโซลูชั่นในการบริหารจัดการข้อมูลให้ลูกค้าได้ครบถ้วนยิ่งขึ้น เพื่อการใช้ประโยชน์สูงสุดจาก Big Data และ Internet of Things ได้เร็วและง่ายขึ้น”

มร. Quentin Gallivan, Chairman and Chief Executive Officer, Pentaho Corporation กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ และเชื่อมั่นว่าโซลูชั่นต่างๆ ของเราจะช่วยเร่งการนำแอพลิเคชั่น Big Data และ Internet of Things ไปใช้งาน ด้วยทรัพยากร, ความเชี่ยวชาญ และการมีธุรกิจทั่วโลกของฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ และบริษัทแม่ฮิตาชิ จะช่วยเสริมพื้นฐานที่แข็งแกร่งให้กับ Pentaho ในการสานต่อการพัฒนาความสามารถด้านการวิเคราะห์ Big Data และการใช้งานข้อมูลเพื่อนำนวัตกรรมใหม่สู่ตลาด รวมถึงขยายการสนับสนุนไปยังลูกค้าเก่าและใหม่ของเรา”

การเตรียมซื้อกิจการครั้งนี้ เกิดจากความสัมพันธ์เดิมในรูปแบบ OEM ระหว่างทั้ง 2 บริษัท และเป็นองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์ที่ทาง HDS มุ่งเน้นในการเติบโตของส่วนธุรกิจในการสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม หรือ Social Innovation และเพื่อเป็นผู้นำด้าน Internet of Things โดย Social Innovation เป็นกลยุทธ์ที่ครอบคลุมในส่วนธุรกิจต่างๆของฮิตาชิเข้าไว้ด้วยกัน โดยนำเสนอโซลูชั่นสำหรับสร้างสังคมที่ให้แข็งแรง ปลอดภัย และชาญฉลาดกว่าที่เคย ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ Pentaho ที่ต้องการจะสร้างคุณค่าจากข้อมูล ให้เชื่อมต่อคนและสิ่งต่างๆ ด้วยการนำแพลตฟอร์มที่ประสาน Big Data โดยรวม มาเสริมศักยภาพให้ระบบวิเคราะห์ไปด้วยกัน
“สำหรับกลยุทธ์ Social Innovation นั้น ทาง HDS ได้มีการพัฒนาและร่วมในโครงการต่างๆที่เชื่อมโยงเครื่องจักรและระบบเซนเซอร์ต่างๆ ให้ใช้งานได้จริง รวมถึงการพัฒนาภาคธุรกิจและสังคมด้วย IoT หรือ Internet of Things เป็นการรวมโซลูชั่นเข้ากันอย่างสมบูรณ์แบบ Big Data นั้น ต้องอาศัยความสามารถในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความชำนาญเฉพาะสาขาเทคโนโลยีการวิเคราะห์, และแพลตฟอร์มที่ครบวงจร ซึ่งทางฮิตาชิมีจุดเด่นด้านความสามารถในการรวมองค์ประกอบต่างๆ ดังกล่าวเข้าไว้ด้วยกัน ประกอบกับการที่ Pentaho มีเทคโนโลยีพื้นฐานสำหรับ Big Data ซึ่งมีความสำคัญในการช่วยให้ลูกค้าได้เลือก ผสมผสาน และวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ได้กว้างมากขึ้นสำหรับการต่อยอดให้เป็นข้อมูลธุรกิจเชิงลึก แพลตฟอร์มของ Pentaho ช่วยให้การเตรียมและผสมผสานข้อมูลเป็นเรื่องง่าย ด้วยเครื่องมือต่างๆ ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถวิเคราะห์, สร้างภาพสำรวจ, ทำรายงานข้อมูลเชิงลึก และคาดการณ์ถึงผลลัพท์ได้ง่าย รวมทั้งมีแพลตฟอร์มแบบเปิดเชิงขยายที่สามารถส่งมอบข้อมูลและการวิเคราะห์ในรูปแบบการบริการไปยังกลุ่มลูกค้าและคู่ค้าได้ ซึ่งแพลตฟอร์มดังกล่าวถูกสร้างมาเพื่อให้มั่นใจว่าสมาชิกแต่ละคนในทีมขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นนักพัฒนา, นักวิเคราะห์ข้อมูล หรือผู้ใช้งานข้อมูลเชิงธุรกิจ จะสามารถแปลความหมายของข้อมูลเพื่อให้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขันได้มากที่สุด” มร. Kevin Eggleston กล่าวทิ้งท้าย

« Older Entries