เปิดตัวระบบปฏิบัติการใหม่ HarmonyOS มอบประสบการณ์การใช้งานเหนือระดับ

“HarmonyOS” ที่พร้อมจะมอบประสบการณ์การใช้งานที่ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพในทุกๆ อุปกรณ์ที่รองรับและในทุกๆ สถานการณ์ ณ งาน Huawei Developer Conference โดยระบบปฏิบัติการใหม่ HarmonyOS เป็นระบบแบบกระจาย (Distributed Operating System) ซึ่งใช้ Microkernel ในจัดการทรัพยากรระบบ“HarmonyOS” ที่พร้อมจะมอบประสบการณ์การใช้งานที่ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพในทุกๆ อุปกรณ์ที่รองรับและในทุกๆ สถานการณ์ ณ งาน Huawei Developer Conference โดยระบบปฏิบัติการใหม่ HarmonyOS เป็นระบบแบบกระจาย (Distributed Operating System) ซึ่งใช้ Microkernel ในจัดการทรัพยากรระบบ

 

เปิดตัวระบบปฏิบัติการใหม่ HarmonyOS มอบประสบการณ์การใช้งานเหนือระดับ

ริชาร์ด หยู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป กล่าวถึงแนวคิดเบื้องหลังการพัฒนาระบบปฏิบัติการนี้ว่า “โลกของเรากำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่ผู้บริโภคต้องการประสบการณ์การใช้งานจากสิ่งต่างๆ ที่อัจฉริยะและเป็นองค์รวม จากข้อเท็จจริงนี้ หัวเว่ยจึงตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบปฏิบัติการที่จะสามารถรองรับการทำงานบนอุปกรณ์ที่หลากหลายได้ เราจึงต้องการที่จะพัฒนาระบบปฏิบัติการให้สามารถใช้งานได้ในทุกสถานการณ์ รองรับการทำงานกับแพลตฟอร์มและอุปกรณ์หลากประเภท และต้องตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงต้องมีความปลอดภัยกับผู้บริโภคอีกด้วย”

“สิ่งที่กล่าวข้างต้นนั้น คือเป้าหมายของการพัฒนา HarmonyOS ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่มีความแตกต่างกับระบบปฏิบัติการ Android และ iOS เนื่องจาก HarmonyOS มีพื้นฐานการจัดการระบบแบบ Microkernel และเป็นระบบแบบกระจาย (Distributed Operating System) ทำให้ระบบปฏิบัติการ HarmonyOS สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ยอดเยี่ยมได้ในทุกจังหวะของชีวิต นอกจากนี้ยังเป็นระบบปฏิบัติการที่มีความแข็งแกร่ง มีความปลอดภัยสูง และสามารถใช้งานข้ามอุปกรณ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นักพัฒนาซอฟต์แวร์จึงไม่จำเป็นต้องออกแบบแอพลิเคชั่นสำหรับอุปกรณ์ที่แตกต่างกัน เพราะออกแบบเพียงครั้งเดียวก็สามารถเข้ากับอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ HarmonyOS ได้ทุกประเภท” ริชาร์ด หยู กล่าวเสริม

ในปัจจุบัน ผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการมักจะนำเสนอระบบปฏิบัติการใหม่ของตนพร้อมกับฮาร์ดแวร์ที่รองรับ และตลอดทศวรรษที่ผ่านมา หัวเว่ยตระหนักดีว่าโลกในยุคอนาคตจะเป็นโลกที่ทุกอุปกรณ์และทุกกิจกรรมที่ผู้บริโภคทำจะเชื่อมโยงเข้ากันเป็นหนึ่งเดียว หัวเว่ยจึงพยายามค้นหาวิธีที่จะช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งานของผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถใช้งานอุปกรณ์อัจฉริยะได้อย่างไร้ขีดจำกัด

HarmonyOS เป็นระบบปฏิบัติการที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมประสิทธิภาพ โดยหัวเว่ยจะเริ่มต้นใช้ระบบปฏิบัติการนี้กับอุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ เช่น สมาร์ทวอช (Smart Watch) สมาร์ททีวี (Smart Screen) ระบบอินโฟเทนเมนท์ในรถยนต์ (In-Vehicle Systems) และลำโพงอัจฉริยะ หัวเว่ยคาดหวังว่าการพัฒนาระบบปฏิบัติการนี้จะช่วยให้ผู้บริโภคที่ใช้งานผลิตภัณฑ์หัวเว่ย ได้รับประสบการณ์การใช้งานอุปกรณ์ได้อย่างต่อเนื่อง มีความปลอดภัย และรองรับการใช้งานกับทุกๆ อุปกรณ์

HarmonyOS มีคุณสมบัติเด่น 4 ประการ ได้แก่
1. ทำงานได้อย่างต่อเนื่องในทุกอุปกรณ์: HarmonyOS เป็นระบบปฏิบัติการสำหรับสมาร์ทดีไวซ์ระบบแรกที่เป็นระบบแบบกระจาย (Distributed Operating System) จึงสามารถทำงานได้กับทุกอุปกรณ์
HarmonyOS เป็นระบบปฏิบัติการที่สามารถรองรับคุณสมบัติอันชาญฉลาด ทั้ง Shared Communications Platform, Distributed Data Management, Distributed Task Scheduling, และ Virtual Peripherals นอกจากนี้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณสมบัติต่างๆ ของแอพพลิเคชั่นได้อย่างเต็มที่ โดยไม่จำเป็นต้องศึกษารายละเอียดเชิงลึกของการพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้เหมาะสมกับอุปกรณ์รุ่นต่างๆ อีกทั้งยังช่วยให้การจัดจำหน่ายหรือการนำเสนอแอพพลิเคชั่นสำหรับอุปกรณ์ประเภทต่างๆ เป็นไปโดยง่าย เพราะระบบปฏิบัติการนี้มีสถาปัตยกรรมของระบบปฏิบัติการเป็นแบบ Distributed OS และรองรับเทคโนโลยี Distributed Virtual Bus โดยแอพพลิเคชั่นสำหรับระบบปฏิบัติการนี้จะสามารถใช้งานกับอุปกรณ์ที่แตกต่างกันได้อย่างต่อเนื่อง

2. ทำงานได้อย่างลื่นไหลบนเทคโนโลยี Deterministic Latency Engine และ high-performance IPC
HarmonyOS ใช้เทคโนโลยี Deterministic Latency Engine และ High-Performance Inter Process Communication (IPC) เพื่อการทำงานที่ลื่นไหล โดยเทคโนโลยี Deterministic Latency Engine จะช่วยจัดลำดับคำสั่งที่ต้องทำงานก่อนและตั้งกรอบเวลาสำหรับการทำงานของคำสั่งต่างๆ ไว้ล่วงหน้าได้ ช่วยให้ทรัพยากรของระบบสามารถจัดการกับการทำงานที่สำคัญกว่าได้ก่อน ลดอาการหน่วงของแอพพลิเคชั่นลงได้ถึง 25.7% นอกจากนี้ Microkernel ที่หัวเว่ยใช้ยังสอดคล้องกับเทคโนโลยี IPC ส่งผลให้ประสิทธิภาพของ IPC สูงกว่าระบบปฏิบัติการอื่นๆ ถึง 5 เท่า

3. ความปลอดภัยสูง: สร้างนิยามใหม่ของความปลอดภัยตั้งแต่แกนระบบ จากการใช้ Microkernel
HarmonyOS ใช้สถาปัตยกรรม Microkernel แบบใหม่ล่าสุด ที่มีความปลอดภัยสูงและทำงานได้ลื่นไหลกว่าเดิม และช่วยให้การพัฒนาเคอร์เนลระบบเป็นไปโดยง่ายขึ้น เนื่องจาก Microkernel จะทำหน้าที่ในการพัฒนาเคอร์เนลระบบให้สามารถรองรับการทำงานที่สำคัญได้ เช่น การกำหนดลำดับการทำงานของคำสั่งต่างๆ บนเธรด (Thread) และระบบ IPC
Microkernel ของระบบปฏิบัติการ HarmonyOS มีระบบการยืนยันแบบ Formal Verification ที่ทำงานบน Trusted Execution Environment (TEE) อันเป็นแนวคิดใหม่ของระบบความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของระบบ โดยระบบการยืนยันแบบ Formal Verification นั้นทำงานโดยอาศัยการสร้างโมเดลข้อมูลเพื่อตรวจสอบทุกส่วนของซอฟต์แวร์ และใช้กลไกทางคณิตศาสตร์เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของระบบตั้งแต่แหล่งที่มา ซึ่งแตกต่างจากระบบการยืนยันแบบเดิม เช่น แบบ Functional Verification หรือ แบบ Attack Simulation ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบความปลอดภัยได้อย่างเต็มรูปแบบ
HarmonyOS เป็นระบบปฏิบัติแรกที่มีระบบการยืนยันแบบ Formal Verification ที่ทำงานบน TEE ซึ่งยกระดับความปลอดภัยให้สูงขึ้นเป็นอย่างมาก เพราะระบบปฏิบัติการนี้มีจำนวนบรรทัดของโค้ดที่ใช้ในการพัฒนาน้อยกว่าระบบปฏิบัติการอื่นๆ เนื่องจากการใช้ระบบ Microkernel มีจำนวนบรรทัดโค้ดที่น้อยกว่าระบบปฏิบัติการที่พัฒนาจาก Linuxkernel ถึง 1 ต่อ 1,000 ทำให้ HarmonyOS มีช่องโหว่ของระบบน้อยกว่าระบบปฏิบัติการอื่นอย่างมาก

4. พัฒนาแอพลิเคชั่นเพียงครั้งเดียวก็ใช้งานได้ทุกอุปกรณ์ ด้วย Multi-Device IDE
HarmonyOS รองรับระบบ Multi-Device IDE ซึ่งเป็นระบบที่รองรับภาษาคอมพิวเตอร์หลากหลายภาษาและมีสถาปัตยกรรมที่รองรับการพัฒนาแอพพลิเคชั่นแบบเฉพาะ ตัวระบบปฏิบัติการจึงสามารถปรับขนาดให้เหมาะสมกับหน้าจอ ตัวป้อนคำสั่ง หรือเครื่องมือสำหรับการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ที่แตกต่างกันได้โดยอัตโนมัติ อีกทั้งยังรองรับทั้งการลากและวาง รวมไปถึงการพรีวิวซอฟต์แวร์แบบเสมือนจริงในขั้นตอนการพัฒนาอีกด้วย นักพัฒนาซอฟต์แวร์จึงสามารถลดเวลาที่ต้องใช้ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้รองรับทุกอุปกรณ์ได้ เพราะระบบ Multi-device IDE ช่วยให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถเขียนชุดคำสั่งเพียงครั้งเดียวก็นำซอฟต์แวร์ของตนไปใช้งานได้กับทุกอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ HarmonyOS อีกทั้งยังช่วยยกระดับการทำงานกับอุปกรณ์ที่หลากหลายอย่างไร้รอยต่อไปอีกขั้น

HUAWEI ARK Compiler เป็นคอมไพเลอร์แบบ Static ตัวแรกที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับ Virtual Machine ของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ซึ่งจะช่วยให้นักพัฒนาสามารถรวบรวมโค้ดที่ซับซ้อนมาเพื่อให้ระบบแปลงเป็นโค้ดที่เรียบง่ายสำหรับการทำงานได้อย่างสะดวกรวดเร็ว HUAWEI ARK Compiler จึงเอื้อประโยชน์ให้กับนักพัฒนาเป็นอย่างมาก

แผนการสำหรับนักพัฒนาและกระบวนการสร้าง Ecosystem
ในโอกาสเดียวกันนี้ หัวเว่ยยังนำเสนอแนวทางการพัฒนาทั้ง HarmonyOS และเคอร์เนลของระบบ โดย HarmonyOS เวอร์ชั่น 1.0 จะติดตั้งในผลิตภัณฑ์สมาร์ททีวี (Smart Screen) ของหัวเว่ย ที่จะวางจำหน่ายภายในปีนี้ และภายใน 3 ปีข้างหน้า หัวเว่ยคาดว่าจะพัฒนาระบบปฏิบัติการนี้ให้สามารถทำงานกับสมาร์ทดีไวซ์ได้หลากประเภท เช่น Wearable, HUAWEI Vision และระบบปฏิบัติการภายในรถยนต์

แน่นอนว่าความสำเร็จของ HarmonyOS ขึ้นอยู่กับการสร้าง Ecosystem ของทั้งแอพลิเคชั่นและนักพัฒนา หัวเว่ยจึงจะนำเสนอระบบปฏิบัติการนี้เป็นแบบเปิดสำหรับนักพัฒนาทั่วโลก นอกจากนี้หัวเว่ยยังจะตั้งกองทุนและชุมชนนักพัฒนาแบบเปิด เพื่อสร้างความร่วมมือเชิงลึกกับนักพัฒนาอีกด้วย

สาธารณรัฐประชาชนจีน มีฐานผู้ใช้งานและ Ecosystem ของแอพพลิเคชั่นที่แข็งแกร่งมาก หัวเว่ยจึงจะวางรากฐานของระบบปฏิบัติการนี้ในสาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนจะขยายออกไปยังตลาดอื่นทั่วโลก โดยหัวเว่ยพร้อมจะสร้างและสานต่อคุณค่าใหม่ๆ ให้กับระบบปฏิบัติการนี้ผ่านการร่วมพัฒนาและแลกเปลี่ยนข้อมูลในด้านต่างๆ ทั้งคุณสมบัติการเชื่อมต่อ กล้อง และปัญญาประดิษฐ์ (AI) หัวเว่ยจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรเพื่อพัฒนาบริการและแอพลิเคชั่นเพื่อมอบทั้งประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้และสร้างมาตรฐานใหม่ในอุตสาหกรรม

HarmonyOS จะนำประโยชน์ที่หลากหลายมาสู่ผู้ใช้งาน ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ และนักพัฒนา โดยผู้บริโภคจะได้สัมผัสประสบการณ์การใช้งานที่เปี่ยมพลังและไร้รอยต่อตลอดทุกจังหวะของชีวิต ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์จะสามารถพัฒนาฮาร์ดแวร์ที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น 5G, ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ IoT ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น และสำหรับนักพัฒนา จะสามารถเข้าถึงผู้ใช้จำนวนมากโดยใช้ต้นทุนน้อยลง และยังทำงานได้รวดเร็วขึ้น

ริชาร์ด หยู กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “หัวเว่ยเชื่อมั่นว่าระบบปฏิบัติการ HarmonyOS จะยกระดับอุตสาหกรรมและเติมเต็ม Ecosystem ไปอีกขั้น โดยเป้าหมายของเราคือการช่วยให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์การใช้งานที่หลากหลาย และเปี่ยมประสิทธิภาพ ในโอกาสนี้ เราขอเชิญชวนนักพัฒนาจากทั่วโลกร่วมพัฒนาระบบปฏิบัติการนี้ร่วมไปกับเรา เพราะหากเราร่วมมือกัน เราจะสามารถส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่เหนือระดับในทุกจังหวะชีวิตสู่ผู้ใช้งานทั่วโลกได้”

WF-1000XM3 ปลุกกระแสตลาดหูฟังไร้สายตัดเสียงรบกวนคุณภาพสูง

บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด เดินหน้ายกระดับประสบการณ์ฟังเพลงคุณภาพให้เหนือขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการเปิดตัวไลน์อัพผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงรุ่นใหม่ล่าสุดบุกตลาด นำทัพโดยกลุ่มหูฟังไร้สายแบบ Truly Wireless ระดับเรือธงในตระกูล 1000X รุ่น WF-1000XM3 หูฟังไร้สายแบบอินเอียร์ที่โดดเด่นด้วยระบบตัดเสียงรบกวนระดับไฮเอนด์ พร้อมฟีเจอร์การใช้งานสุดไฮเทคครบครันเป็นหัวหอกในการทำตลาด รวมทั้งเพิ่มไลน์อัพในกลุ่มหูฟังและลำโพงไร้สายระดับพรีเมี่ยม

 

WF-1000XM3 ปลุกกระแสตลาดหูฟังไร้สายตัดเสียงรบกวนคุณภาพสูง

ในตระกูล Extra Bass ที่พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ในการฟังเพลงให้กับนักฟังเพลงรุ่นใหม่ที่หลงใหลในพลังเบสและเสียงที่สมจริงเสมือนราวกับฟังดนตรีสดโดยเฉพาะ พร้อมกับแนะนำลำโพงแก้วไร้สาย LSPX-S2 รุ่นใหม่ รวมทั้งลำโพง Sound Bar และชุดเครื่องเสียงขนาดกะทัดรัด ที่มาพร้อมเทคโนโลยีเสียงอันล้ำสมัยและฟังก์ชั่นการทำงานอันชาญฉลาด เพื่อเติมเต็มความต้องการของนักฟังเพลงรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์และต้องการฟังเพลงคุณภาพสูงในทุกที่ทุกเวลาให้ครอบคลุมทุกกลุ่มยิ่งขึ้นบริษัท โซนี่ ไทย จำกัด เดินหน้ายกระดับประสบการณ์ฟังเพลงคุณภาพให้เหนือขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการเปิดตัวไลน์อัพผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงรุ่นใหม่ล่าสุดบุกตลาด นำทัพโดยกลุ่มหูฟังไร้สายแบบ Truly Wireless ระดับเรือธงในตระกูล 1000X รุ่น “WF-1000XM3” หูฟังไร้สายแบบอินเอียร์ที่โดดเด่นด้วยระบบตัดเสียงรบกวนระดับไฮเอนด์ พร้อมฟีเจอร์การใช้งานสุดไฮเทคครบครันเป็นหัวหอกในการทำตลาด รวมทั้งเพิ่มไลน์อัพในกลุ่มหูฟังและลำโพงไร้สายระดับพรีเมี่ยมในตระกูล Extra Bass ที่พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ในการฟังเพลงให้กับนักฟังเพลงรุ่นใหม่ที่หลงใหลในพลังเบสและเสียงที่สมจริงเสมือนราวกับฟังดนตรีสดโดยเฉพาะ พร้อมกับแนะนำลำโพงแก้วไร้สาย LSPX-S2 รุ่นใหม่ รวมทั้งลำโพง Sound Bar และชุดเครื่องเสียงขนาดกะทัดรัด ที่มาพร้อมเทคโนโลยีเสียงอันล้ำสมัยและฟังก์ชั่นการทำงานอันชาญฉลาด เพื่อเติมเต็มความต้องการของนักฟังเพลงรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์และต้องการฟังเพลงคุณภาพสูงในทุกที่ทุกเวลาให้ครอบคลุมทุกกลุ่มยิ่งขึ้น
มร. มาซากิ มัทซูมาเอะ (Mr. Masaki Matsumae) กรรมการผู้จัดการ โซนี่ ไทย จ.ก. (Managing Director – Sony Thai Co., Ltd.) เปิดเผยว่า “โซนี่มุ่งมั่นให้ความสำคัญในการพัฒนาและสร้างสรรค์เทคโนโลยีด้านเสียงอย่างไม่หยุดนิ่ง ส่งผลให้เราคิดค้นวัตกรรมที่ถ่ายทอดเสียงที่มีคุณภาพสูงสุดตอบรับการฟังเพลง และรูปแบบการใช้งานที่หลากหลาย โดยคำนึงถึงการใช้งานที่สะดวกสบายสอดรับกับพฤติกรรม และไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ได้อย่างลงตัว เช่นเดียวกับเทคโนโลยี Noise Canceling หรือระบบตัดเสียงรบกวนที่โซนี่ได้พัฒนาขึ้น และนำมาใช้ในหูฟังของโซนี่ จนได้รับการยอมรับอย่างดียิ่งทั้งจากสื่อมวลชน และผู้ใช้ทั่วโลก และส่งผลให้ธุรกิจหูฟังของโซนี่จากปี 2015 ถึงปัจจุบันมีการเติบโตขึ้น  3 เท่า โดยเฉพาะหลังจากการเปิดตัวหูฟังไร้สาย Noise Canceling แบบครอบหูรุ่น WH-1000XM3 ส่งผลให้โซนี่ขึ้นแท่นผู้นำในตลาดหูฟังแบบครอบหูด้วยส่วนแบ่งการตลาด 34% (เชิงมูลค่า) และครองส่วนแบ่งถึง 70% ในตลาดหูฟังแบบ Noise Cancelling ในวันนี้ โซนี่จึงพร้อมแนะนำหูฟังตัดเสียงรบกวนแบบไร้สายระดับพรีเมียมรุ่นใหม่ล่าสุดคือ  WF-1000XM3 ที่มีขนาดเล็ก กะทัดรัด แต่อัดแน่นด้วยคุณภาพเสียง และสุดยอดเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนที่ได้รับการถ่ายทอดคุณสมบัติจากรุ่นพี่ WH-1000XM3 มาอย่างครบถ้วน โซนี่มั่นใจว่า WF-1000XM3 จะตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในเรื่องของคุณภาพ และการใช้งาน และคาดว่าจะส่งผลให้โซนี่สามารถขับเคลื่อนธุรกิจผลิตภัณฑ์หูฟังไร้สายให้เติบโตขึ้นอีก 3 เท่าภายในปีนี้”
ผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มเครื่องเสียงจากโซนี่ ประกอบด้วย
ผลิตภัณฑ์หูฟังไร้สายในตระกูล 1000X
WF-1000XM3เป็นสุดยอดหูฟังไร้สายระบบตัดเสียงรบกวนแบบ Truly Wireless รุ่นแรกที่มีการนำเทคโนโลยีการนำเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนแบบ HD Noise Cancelling Processor QN1e ซึ่งบรรจุอยู่ในหูฟังรุ่นพี่อย่าง  WH-1000Xm3 มาใช้งานกับหูฟัง Truly Wireless ขนาดเล็ก เพื่อมอบประสบการณ์ฟังเพลงที่เหนือระดับยิ่งกว่าเดิม ผสานกับจุดเด่นของเทคโนโลยี Dual Noise Sensor ที่ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยกรองเสียงที่ไม่พึงประสงค์ได้ดีกว่าเดิม ทั้งตัดเสียงรบกวนบนท้องถนน และเสียงสนทนารอบข้างได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้ผู้ใช้เพลิดเพลินไปกับการฟังเพลงในบรรยากาศที่เป็นส่วนตัวได้อย่างเต็มอรรถรสและปลอดภัยยิ่งขึ้น รวมถึงรองรับการประมวลสัญญาณเสียงดิจิทัลแบบ 24 bit พร้อมเทคโนโลยีเสียง DSEE HX Digital Sound Enhancement Engine ที่จะยกระดับปรับปรุงคุณภาพของสัญญาณที่ถูกบีบอัดมาจากต้นฉบับ ให้มีคุณภาพเสียงใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด
นอกจากนี้ WF-1000XM3 ยังมาพร้อมฟังก์ชั่น Adaptive Sound Control คุณสมบัติที่ช่วยตรวจจับความเคลื่อนไหวของผู้ใช้งานและตั้งค่าเสียงการตัดเสียงรบกวน และการรับเสียงจากภายนอกอัตโนมัติเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในสถานการณ์นั้นๆ ทั้งยังเพิ่มความสะดวกในการใช้งานด้วยโหมด Quick Attention สำหรับควบคุมการรับเสียงจากภายนอกด้วยตัวเอง เพียงแค่ใช้นิ้วสัมผัสไปที่หูฟังด้านซ้าย ความดังของเสียงเพลงจะถูกลดระดับลงมาทันทีเพื่อให้คุณได้ยินเสียงจากภายนอกผ่านเข้าไปในหูฟัง รวมถึงรองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายผ่านสัญญาณ Bluetooth® เวอร์ชั่น 5.0 และ NFC ซึ่งได้รับการปรับปรุงขึ้นใหม่เพื่อให้หูฟังทั้งสองข้างสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้โดยตรง ขณะที่ตัวหูฟังมีขนาดกระทัดรัด น้ำหนักเบาเพียงข้างละ  8.5  กรัม สวมใส่สบาย แถมพกพาสะดวกด้วยกล่องบรรจุเพื่อจัดเก็บ และชาร์จไฟพร้อมกันในตัว เมื่อตัวหูฟังถูกเสียบกลับลงในกล่องเคส โดยหูฟังสามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง 6 ชั่วโมงเมื่อเปิด Noise Cancelling และสามารถชาร์จได้อีก 3 ครั้งเพียงเก็บลงในกล่องเคส ทำให้ใช้งานได้ยาวนานสูงสุดถึง 24 ชั่วโมง อีกทั้งยังมีระบบ Quick Charge ที่สามารถฟังเพลงต่อเนื่องได้นานถึง 90 นาที เมื่อชาร์จไฟเพียง 10 นาทีเท่านั้น โดยสายชาร์จจะเป็นแบบ USB Type C พร้อมวางจำหน่ายในราคา  8,990 บาท โดยจะมี 2 สีให้เลือกคือสีดำ และสีเงิน
ผลิตภัณฑ์หูฟังในตระกูล Extra Bass
WH-XB700หูฟังครอบหูแบบไร้สายในตระกูล Extra Bass ที่จะทำให้คนรักเสียงเพลงสามารถเพลิดเพลินกับการฟังเสียงดนตรีสุดโปรดได้อย่างสะดวกสบายทุกที่ทุกเวลา ด้วยการออกแบบที่เพรียวบาง มีน้ำหนักเบาอยู่ที่ 195 กรัม และยังหมุนพับเก็บได้ง่าย ทำให้สวมใส่สบายและสามารถจะพกพาไปฟังเพลงได้อย่างง่ายดาย ขณะที่ตัวแพดหูฟังบุด้วยฟองน้ำหุ้มด้วยหนังเทียม จึงช่วยกันเสียงรบกวนจากภายนอกได้เป็นอย่างดี พร้อมมีไมโครโฟนบิวท์อิน และ Voice Assistance ทำให้สามารถสลับการฟังเพลงและคุยโทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องถอดหูฟัง นอกจากนี้      ยังโดดเด่นในเรื่องคุณภาพเสียงจากไดร์เวอร์ขับเสียงขนาด 30 ม.ม. รวมถึงให้เบสทรงพลังสัมผัสถึงความลึกและความชัดเจนของเสียงร้องได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งยังมีระบบ Quick Charge ที่ทำให้คนรักเสียงดนตรีสามารถฟังเพลงได้นานต่อเนื่องถึง 90 นาที เพียงชาร์จไฟแค่ 10 นาที จึงไม่ต้องกัวลว่าแบตเตอรี่จะหมดแม้ขณะเดินทาง พร้อมรองรับการใช้งาน Google Assistance และ Amazon Alexa อีกด้วย เพื่อให้คุณเพลิดเพลินไปกับการเล่นเพลงที่ชอบได้อย่างสนุกยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันตัวหูฟังยังรองการปรับแต่ง EQ ผ่านแอพพลิเคชั่น Sony Headphones Connect โดยสามารถฟังเพลงได้ยาวนานถึง 30 ชั่วโมง พร้อมวางจำหน่าย ในราคา 4,990 บาท โดยจะมี 2 สีให้เลือกคือ สีดำ และสีน้ำเงิน
WH-XB900Nเป็นผลิตภัณฑ์หูฟังครอบหูแบบไร้สายระดับพรีเมี่ยมในตระกูล Extra Bass ที่ได้รับการอัพเกรดคุณสมบัติใหม่เพื่อถ่ายทอดรายละเอียดของเสียงได้โดดเด่นเต็มอรรถรสมากยิ่งขึ้น โดยนำเทคโนโลยีระบบตัดเสียงรบกวนที่อยู่ในหูฟังรุ่นยอดนิยมอย่าง WH-1000XM3 มาผสานเข้ากับจุดเด่นของเสียงเบสที่หนักแน่นทรงพลัง ช่วยเพิ่มความสุนทรีย์ในการฟังเพลงอย่างเต็มอรรถรสยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเพิ่มความสะดวกในการใช้งานด้วยโหมด Quick Attention สำหรับควบคุมการรับเสียงจากภายนอกด้วยตัวเอง เพียงแค่ใช้นิ้วสัมผัสไปที่หูฟังด้านขวา ความดังของเสียงเพลงจะถูกลดระดับลงมาทันทีเพื่อให้คุณได้ยินเสียงจากภายนอกผ่านเข้าไปในหูฟัง รวมถึงสามารถหยุดเล่นเพลงชั่วคราวและปรับระดับเสียงให้เหมาะกับการใช้งานระหว่างเดินทาง ทั้งยังรองรับการใช้งาน Google Assistance และ Amazon Alexa อีกด้วย เพื่อให้คุณเพลิดเพลินไปกับการเล่นเพลงที่ชอบได้อย่างสนุกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ตัวหูฟังยังได้การออกแบบอย่างพิถีพิถันด้วยวัสดุอย่างดีให้สัมผัสนุ่มใส่สบาย ทำให้คุณสามารถฟังเพลงได้ต่อเนื่องยาวนาน โดยใช้งานได้ต่อเนื่องนานถึง 30 ชั่วโมง และชาร์จเพียง 10 นาทีสามารถใช้งานได้ถึง 60 นาที รองรับระบบเชื่อมต่อแบบไร้สายผ่านสัญญาณ Bluetooth และ NFC รวมถึงมีไมค์ในตัว ควบคุมด้วยระบบสัมผัส และแอปพลิเคชั่นปรับแต่งเสียงอย่าง Sony Headphones Connect ที่ให้คุณเลือกปรับแต่งเสียงได้เพื่อฟังเพลงในแนวเสียงที่ตามที่ต้องการ พร้อมวางจำหน่ายในเดือนสิงหาคม ศกนี้ ในราคา 7,990 บาท โดยมี 2 สีให้เลือกคือ สีดำ และสีน้ำเงิน
นอกจากนี้ โซนี่ยังมีหูฟังไร้สายรุ่นใหม่มาเสริมทัพเอาใจผู้บริโภคชื่นชอบการฟังเพลงได้ดื่มด่ำไปกับเสียงดนตรีอย่างเต็มอิ่มในราคาย่อมเยาว์ แต่ยังได้คุณภาพสียงที่ดีและรองรับการใช้งานที่ยาวนานอีกด้วย ทั้ง WI-C200 เป็นหูฟังแบบ in-ear ไร้สายที่จะทำให้คนรักดนตรีได้เพลิดเพลินกับการฟังเสียงเพลงอย่างสะดวกสบายทุกที่ทุกเวลาด้วยน้ำหนักที่เบาและใช้งานง่าย พร้อมมีไมโครโฟนในตัว แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 15 ช.ม. ราคาประหยัดเพียง 1,590 บาท มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีดำและสีขาว นอกจากนี้ยังมีรุ่น WI-C310 ที่มาพร้อมการออกแบบด้วยวัสดุเมทาลิคพร้อมสายแบบแบน ด้วยราคาเพียง 1,790 บาท มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีดำ สีขาว สีน้ำเงิน และสีทอง

ผลิตภัณฑ์ลำโพงไร้สายแบบพกพาตระกูล Extra Bass
SRS-XB12ลำโพงไร้สายแบบพกพาขนาดกะทัดรัดที่ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วยการออกแบบมาในรูปทรงกระบอกกลมมน น้ำหนักเบา พร้อมกับสายคล้องแบบถอดได้ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการพกพาไปแฮงเอ้าท์นอกสถานที่กับเพื่อนได้อย่างคล่องตัวยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ตัวลำโพงยังผลิตจากวัสดุชั้นเยี่ยมทำให้แข็งแรงทนทาน แถมยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีเสียงชั้นยอดมากมาย อาทิ EXTRA BASS ที่จะทำให้คุณดื่มด่ำกับเบสที่ทรงพลังยิ่งขึ้น พร้อมเทคโนโลยีป้องกันน้ำและฝุ่นตามมาตรฐาน IP67 ซึ่งจะช่วยให้คุณสนุกสุดเหวี่ยงกับปาร์ตี้ริมสระอย่างเต็มอิ่มยิ่งขึ้นโดยไร้กังวลแม้ลำโพงคู่ใจจะเปียกน้ำ และยังรองรับระบบเชื่อมต่อแบบไร้สาย ผ่านเทคโนโลยีล่าสุดอย่าง Bluetooth เพื่อความสะดวกในการจับคู่ลำโพงสองตัวเข้าด้วยกันสามารถเลือกฟังเป็นเสียงแบบสเตอริโอเพื่อฟังเพลงอย่างมีอรรถรสยิ่งกว่าเดิม นอกจากนี้ ตัวลำโพงยังสามารถควบคุมการทำงานทั้งการรับสายโทรศัพท์ เพิ่มและลดเสียง โดยสามารถใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องสูงสุดถึง 16 ชั่วโมง มีให้เลือกด้วยกัน 6 สี คือ สีดำ แดง น้ำเงิน เขียว เทา และม่วง วางจำหน่ายแล้วในราคา 1,990 บาท
SRS-XB22ลำโพงไร้สายแบบพกพาที่ได้รับการออกแบบให้มีขนาดกะทัดรัดและผลิตจากวัสดุยางซิลิโคนชั้นเยี่ยมให้ความแข็งแรงทนทานจับถนัดไม่หลุดมือเพื่อตอบโจทย์คนรักเสียงเพลงแนว EDM ที่ชื่นชอบการทำกิจกรรมหนัก ๆ ได้เพลินไปกับงานปาร์ตี้ได้ทุกที่ทุกเวลาโดยไม่ต้องกลัวว่าลำโพงคู่ใจจะเสียหายจากแรงกระแทก แถมอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีเสียงชั้นยอด อาทิ EXTRA BASS และ DSP ที่จะทำให้คุณสร้างบรรยากาศงานปาร์ตี้ให้สนุกสุดเหวี่ยงยิ่งขึ้นด้วยเสียงเบสหนักแน่นทรงพลัง พร้อมรองรับระบบเชื่อมต่อ NFC One-touch และ Bluetooth สำหรับการเชื่อมต่อใช้งานกับอุปกรณ์อื่น ๆ อาทิ สมาร์ทโฟน เครื่องเล่นเพลงดิจิตอล นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยไฟ LED เพิ่มบรรยากาศความสนุกสนานในระหว่างการเล่นเพลงอีกด้วย รวมถึงมีซาวด์เอฟเฟกต์ และ Party Booster ที่จะช่วยให้คุณเปลี่ยนลำโพงเป็นเครื่องเคาะให้เสียงเครื่องดนตรีได้มันส์สะใจมากขึ้น แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องสูงสุดถึง 12 ชั่วโมง โดยมีให้เลือกด้วยกัน 5 สีคือ สีดำ แดง น้ำเงิน เขียว และเทา วางจำหน่ายแล้วในราคา 3,990 บาท
SRS-XB32ลำโพงไร้สายแบบพกพาขนาดกลางที่จะเปิดประสบการณ์ใหม่สำหรับคนชอบปาร์ตี้และรักในเสียงดนตรีได้สนุกสุดมันส์ยิ่งกว่าเดิม ด้วยไฟหลากสีสันที่มาพร้อมลำโพงซึ่งสามารถซิงค์เข้ากับจังหวะเสียงเพลงที่กำลังเล่น ทำให้คุณสามารถเปลี่ยนสีของไฟที่ออกมารอบลำโพงให้เข้ากับเสียงเพลงและบรรยากาศในงานปาร์ตี้ของคุณได้ ทั้งยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยี EXTRA BASS และ Live Sound ที่จะให้พลังเบสสุดกระหึ่มและเสียงที่มีความสมจริงเหมือนกับการฟังดนตรีสดเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมาพร้อมเทคโนโลยีป้องกันน้ำและฝุ่นตามมาตรฐาน IP67 และยังสามารถเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย ผ่านเทคโนโลยีอย่าง NFC และ SongPal ( Music Center) ที่จะช่วยเชี่อมต่อและควบคุมความบันเทิงแบบไร้สาย รวมถึงมี Party Chain เพื่อเชื่อมต่อลำโพงเข้าด้วยกันมากถึง 100 ตัวเพื่อทำเป็น Stereo Sound ด้วยเทคโนโลยี Bluetooth โดยสามารถใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องสูงสุดถึง 24 ชั่วโมง แต่หากเปิดไฟใช้งานได้ยาวนานถึง 14 ชั่วโมง และยังสามารถชาร์จอุปกรณ์พกพาได้อีกด้วย มีให้เลือก 5 สี คือสีดำ แดง น้ำเงิน เขียว และเทา วางจำหน่ายแล้วในราคา 5,490 บาท
ผลิตภัณฑ์ Premium ในตระกูล Extra Bass
Life Space UX – Glass Sound Speakers
LSPX-S2ลำโพงแก้วไร้สายรุ่นล่าสุดจากโซนี่ ที่มาพร้อมดีไซน์เรียบหรูขนาดกะทัดรัดเพื่อการฟังเพลงอย่างสไตล์ ด้วยการออกแบบให้เป็นโคมไฟทรงกระบอกที่ให้แสงสว่างภายในห้องด้วยหลอดฟิลาเมนท์ LED ทำให้คุณสามารถปรับแสงสว่างให้เข้ากับพื้นที่ได้มากถึง 32 ระดับทีเดียว และหากต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวายคุณก็สามารถจะแปลงบ้านให้เป็นพื้นที่ที่ผ่อนคลายได้อย่างง่ายดายด้วยโหมดแสงเทียนซึ่งจะให้แสงกะพริบได้เหมือนแสงเทียนจริงอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับระบบเสียงรอบทิศทางแบบ 360 องศา (Advanced Vertical Drive Technology) และมี Actuator ซึ่งจะช่วยสร้างแรงสั่นสะเทือนออกมาเป็นเสียงรอบทิศทาง เพื่อสร้างสุนทรีย์ภาพทางเสียงให้รอบบ้าน รวมถึงมีวูฟเฟอร์และมิดเรนจ์ขนาดเล็ก ทำให้ได้เสียงที่แม่นยำ ชัดใสเต็มอรรถรสจากทุกมุมของบ้าน พร้อมรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้นผ่านเทคโนโลยีอย่าง NFC และ Bluetooth รวมถึงสามารถใช้ Wireless Multi-Room เพื่อเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสียงอื่น ๆ ได้มากถึง 10 เครื่อง พร้อมรองรับการใช้งาน Spotify Connect เพียงกดปุ่ม Push & Play คุณก็สามารถเข้าถึงเพลงโปรดได้อย่างง่ายดาย โดยใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องถึง       8 ชั่วโมง วางจำหน่ายแล้วในราคา 17,990 บาท
ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Home Entertainment
HT-X8500นับเป็นลำโพง Sound Bar ที่มีเอกลักษณ์ในแบบบาร์เดี่ยวมาพร้อม built-in subwoofer ในตัวโดดเด่นด้วยดีไซน์อันเพรียวบางขนาดกะทัดรัดเพื่อมอบความหรูหราเข้ากับด้านหน้าทีวีในห้องนั่งเล่นของคุณได้อย่างลงตัว โดยมาพร้อมกับคุณภาพเสียงเซอร์ราวด์สุดกระหึ่มราวกับยกโรงภาพนตร์มาไว้ในห้องนั่งเล่นเลยทีเดียว ด้วยเทคโนโลยีเสียง Dolby Atmos 2.1/DTS:X ทำให้สามารถเพลิดเพลินไปกับเสียง Deep Bass และเทคโนโลยี Vertical Surround Engine ที่จะช่วยให้คุณเพลิดเพลินไปกับเสียงคุณภาพแบบสามมิติรอบทิศทางเลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น ยังรองรับ HDMI eARC เพื่อใช้ในการรับสัญญาณเสียงระดับสูงจากทีวี ทั้งยังสามารถเชื่อมต่อเข้ากับทีวีผ่านเทคโนโลยีอย่าง Bluetooth เพื่อให้คุณรับความบันเทิงได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น ในราคา 14,990 บาท

ผลิตภัณฑ์เครื่องเสียง High Power Audio System
V Seriesนับเป็นสุดยอดชุดเครื่องเสียงรุ่นล่าสุดที่ออกแบบมาเพื่อเอาใจผู้ที่ชื่นชอบการจัดงานปาร์ตี้หรือความบันเทิงแบบสุดเหวี่ยงภายในบ้าน โดยมาพร้อมกับสุดยอดเทคโนโลยีเสียงอันทรงพลัง Jet Bass Booster ซึ่งจะให้เสียงเบสที่แน่นและระยะไกลยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยกระจายเสียงเพลงให้ดังกระหึ่มครอบคลุมพื้นที่งานปาร์ตี้อีกด้วย ทำให้คุณเพลิดเพลินไปกับเพลงที่ทรงพลังทั่วสถานที่ยิ่งขึ้น พร้อมกับมี Vertical Gesture Control ที่พัฒนาขึ้นใหม่เพื่อให้คุณสามารถเปลี่ยนโทนเสียงของเสียงไมค์ได้อย่างสนุกสนานและง่ายดายผ่านการควบคุมด้วยท่าทางสนุก ๆ และโบกมือตามแนวตั้งแค่ครั้งเดียว ทั้งยังเพิ่มความพิเศษยิ่งขึ้นด้วย Party Light ผ่าน Fiestable ซึ่งจะช่วยสร้างสีสัน และความมันสะใจให้งานปาร์ตี้คุณแน่นอน ในระดับราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 4,990 บาท ถึง 15,990 บาท

เตรียมตัวทำงานหน้าฝน แบบชิคๆ คูลๆ สไตล์มนุษย์เงินเดือน

หน้าฝนแบบนี้บอกเลยว่าเปียกกันตลอดงานนนน เพราะจะทำให้มนุษย์เงินอย่างพวกเราๆนั้นเจอปัญหาในการเดินทางไปทำงาน“ย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตกตอนไปทำงาน/เลิกงาน” ไม่ว่าจะพนักงานออฟฟิส ฟรีแลนซ์ ก็โดนเสียงเพลงอันคุ้นหู เข้ามาหลอกมาหลอนอีกครั้งในช่วงหน้าฝนนี้ เพราะจะทำให้มนุษย์เงินอย่างพวกเราๆนั้นเจอปัญหาในการเดินทางไปทำงาน หลายคนมักจะประสบปัญหาต่างๆในช่วงหน้าฝน โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศที่ต้องเดินทางไกลจากบ้านมายังที่ทำงานด้วยระบบคมนาคมสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกวินมอเตอร์ไซค์ รถเมล์ BTS MRT หรือแม้กระทั่งเรือ

 

เตรียมตัวทำงานหน้าฝน แบบชิคๆ คูลๆ สไตล์มนุษย์เงินเดือน

ในสภาพอากาศที่ฝนตกกระหน่ำ ก่อให้เกิดปัญหาหลักๆด้านการจราจรหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ปัญหาหลักและเป็นปัญหาใหญ่สร้างผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะในกทม.ที่มีปริมาณรถจำนวนมาก ปกติตอนไปทำงานหรือเลิกงานรถก็ติดขัดมากอยู่แล้ว พอฝนตกน้ำท่วม ก็ยิ่งติดกว่าเดิมรถติด ฝนที่เทลงมา ส่งผลให้การขับรถต้องเพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ทำให้รถยนต์ประเภทต่างๆ ล้วนชะลอความเร็วเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ ส่วนมอเตอร์ไซค์นี่แทบจะต้องจอดหลบฝนตามใต้สะพานลอยแน่ๆ ด้านคนทำงานก็ได้แต่รอรถในป้ายรถเมล์หรือสถานีรถไฟฟ้าต่างๆจนต่อแถวคิวยาวทะลุไปถึงไหนต่อไปรถขาดช่วง ผลจากการที่การจราจรชะลอความเร็วลงทำให้ รถสาธารณะต่างๆได้รับผลกระทบต่อเนืองกัน ทำให้เกิดความล่าช้า บางช่วงอาจขาดตอนไปเป็นชั่วโมงก็ยังมีปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ส่งผลให้เราต้องเตรียมตัวรับการสถานการณ์การจราจรที่ติดขัดยิ่งกว่าเดิมดังนี้ครับ

1. ยืดอกพกร่ม ขอแนะนำอุปกรณ์ขั้นพื้นฐานสำคัญชิ้นแรกที่จะช่วยชีวิตคุณระหว่างการเดินทางได้ ถ้าคุณไม่สะดวกในการถือร่มขนาดใหญ่ ใช้ร่มพับก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดีเช่นกัน

2. หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากกันฝุ่น คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเราจะไม่สบายจากการโดนฝนตกยังศีรษะ แต่จริงๆแล้วเป็นเชื้อโรคที่อยู่อากาศ คุณควรจะพกหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากกันฝุ่นไว้เพื่อป้องกันเชื้อโรคไว้เช่นเดียวกัน

3. ถุงใส่รองเท้า ในกรณีที่รองเท้าของคุณเป็นผ้าใบหรือเป็นรองเท้าที่ไม่สามารถกันน้ำได้ การลุยน้ำท่วมด้วยรองเท้าคู่โปรดไม่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี ถุงใส่รองเท้าจะช่วยให้คุณสามารถเดินลุยบนท้องถนนที่เจิ่งนองจากฝนได้ในระดับหนึ่งโดยไม่ทำร้ายรองเท้าคู่โปรดของคุณ แต่ถ้าคุณเจอน้ำท่วมในระดับข้อเข่าขึ้นไป ก็ควรถอดรองเท้าแล้วเดินจะดีกว่านะ

4. เผื่อเวลาการเดินทางในช่วงเช้า เมื่อคุณคาดการณ์ว่าฝนอาจจะตกหนักในช่วงเช้า คุณควรเผื่อเวลาในการเดินทางอย่างต่ำๆ 1-1.30 ชั่วโมง(ขึ้นอยู่กับบริเวณที่คุณอาศัย และเดินทางไปทำงาน โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร) พร้อมทั้งทำใจรถสาธารณะต่างๆที่อาจจะขาดช่วงจากการจราจรที่ติดขัดอีกด้วย

5. น้ำมันควรเตรียมให้พร้อม ข้อนี้ใครที่มีรถยนต์โดยสารส่วนตัวหรือมอเตอร์ไซค์ หากเกจวัดน้ำมันของคุณคาดว่าอาจไม่พอเพียงสำหรับเวลาในการเดินทางที่ติดขัดยิ่งกว่าเดิม บางช่วงเวลาคุณอาจจะติดถึงกับต้องดับเครื่องยนต์เลยก็มีนะ

6. ยาประจำตัว ใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ การโดยสารรถในช่วงที่ต้องเจอมรสุมการเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ คุณควรจะพกยาติดตัวไว้เสมอเผื่อเกิดเหตุสุดวิสัยต่างๆ

7. เช็คเวลาในการเส้นทางเพิ่มเติมผ่าน Navigator Application ต่างๆ หากเส้นทางที่คุณเดินทางมีการติดขัดมาก คุณอาจเปิด Application นำทางต่างๆเพื่อเช็คปริมาณความหนาแน่นของรถในเส้นทางที่กำลังเดินทาง คุณอาจเลือกเปลี่ยนเส้นทางซึ่งอ้อมกว่าแต่โล่งกว่าเพื่อให้ถึงที่หมายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ทำใจกันเลยเมื่อเจอหน้าฝนกันแบบนี้ เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อจะได้มาทำงานได้ทันและสามารถกลับถึงบ้านได้ปลอดภัยจะดีที่สุด ถึงแม้ว่าจะยากลำบากแต่ก็บอกเลยว่าถ้าฝนตกหนักลมแรงจนไม่สามารถกลับได้ก็แนะนำให้รอดีกว่า เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับคนทำงานในหน้าฝนกันนะครับ ไว้เจอกันบทความหน้ากันนะคร๊าบ

ซีบรา เทคโนโลยีส์ ขยายธุรกิจ เพื่อผลักดันการเติบโตในประเทศไทย

ซีบรา เทคโนโลยีส์ คอร์ปอเรชั่น (NASDAQ: ZBRA) ผู้นำด้านนวัตกรรมผ่านโซลูชั่นที่ทันสมัยและเครือข่ายคู่ค้าที่ครอบคลุมเพื่อเสริมประสิทธิภาพให้องค์กรยุคใหม่ เปิดตัวสำนักงานแห่งใหม่ ณ อาคารสาทรสแควร์ เพื่อขยายธุรกิจและผลักดันการเติบโตในประเทศไทยซีบรา เทคโนโลยีส์ คอร์ปอเรชั่น (NASDAQ: ZBRA) ผู้นำด้านนวัตกรรมผ่านโซลูชั่นที่ทันสมัยและเครือข่ายคู่ค้าที่ครอบคลุมเพื่อเสริมประสิทธิภาพให้องค์กรยุคใหม่ เปิดตัวสำนักงานแห่งใหม่ ณ อาคารสาทรสแควร์ เพื่อขยายธุรกิจและผลักดันการเติบโตในประเทศไทย

 

ซีบรา เทคโนโลยีส์ ขยายธุรกิจ เพื่อผลักดันการเติบโตในประเทศไทย

คุณไรอัน โกห์ รองประธานบริหาร และผู้จัดการทั่วไป ซีบรา เทคโนโลยีส์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ซีบรา เทคโนโลยีส์ ขยายธุรกิจเข้ามาในประเทศไทยเมื่อปีพ.ศ.2554 เราเติบโตอย่างมั่นคงโดยยึดหลักความซื่อสัตย์ต่อคู่ค้าผ่านประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมที่สั่งสมมายาวนานกว่า 50 ปี ซึ่งการเปิดสำนักงานใหม่ของเราในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มความสะดวกในการติดต่อสื่อสารและเข้าถึงกลุ่มพาร์ทเนอร์ ทำให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นทำได้ง่าย มีประสิทธิภาพ ตรงตามความต้องการของลูกค้ามากขึ้น ส่งผลให้องค์กรต่างๆบรรลุเป้าหมายและข้อได้เปรียบทางธุรกิจผ่านข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อให้องค์กรนำไปวิเคราะห์ประกอบการตัดสินใจลงทุนทางธรุกิจได้อย่างแม่นยำ” สำนักงานซีบรา เทคโนโลยีส์ แห่งใหม่นี้ตั้งอยู่ที่อาคารสาทรสแควร์ใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพมหานคร โดยภายในสำนักงานแห่งใหม่ ประกอบไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงาน อาทิ ห้องประชุมและห้องสัมมนาที่ล้ำสมัย ห้องฝึกอบรม และโซนแสดงสินค้าที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ของซีบรา เทคโนโลยีส์ หลากหลายรุ่นเพื่อให้เหล่าพาร์ทเนอร์และลูกค้าสามารถสัมผัสและทดลองใช้งานผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นอื่นๆเพิ่มเติมได้อย่างครบวงจร

“ประเทศไทยถือเป็นตลาดสำคัญของซีบรา เทคโนโลยีส์ ซึ่งปัจจุบันเรามีพาร์ทเนอร์ในประเทศมากกว่า 100 ราย การเปิดสำนักงานใหม่จะช่วยให้เราสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นรวมทั้งให้การสนับสนุนพาร์ทเนอร์ได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังตรงกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่ส่งเสริมด้านนวัตกรรมและการใช้งานเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ซึ่งเรามุ่งหวังจะเห็นการเชื่อมโยงเครือข่ายการทำงานและการขยายการใช้งานอุปกรณ์สมาร์ทดีไวซ์ในสถานที่ทำงานอย่างแพร่หลายมากขึ้นในอนาคต โดยซีบรา เทคโนโลยีส์ จะช่วยสนับสนุนการพัฒนาเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่” คุณศิวัจน์ โรจนเต็มศักดิ์  ผู้จัดการประจำประเทศไทย ซีบรา เทคโนโลยีส์ กล่าว

ผลิตภัณฑ์ของซีบรา เทคโนโลยีส์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้แก่พนักงานที่ลงพื้นที่ปฎิบัติงานไม่ว่าจะเป็นในอุตสาหกรรมค้าปลีก อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ อุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมการผลิตและอื่นๆ และสร้างความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันทางธุรกิจให้แก่องค์กรผ่านผลิตภัณฑ์, ซอฟต์แวร์, การบริการ, การวิเคราะห์และโซลูชั่นที่ชาญฉลาดเพื่อให้พนักงานผู้ปฎิบัติงานสามารเข้าถึงสินทรัพย์และข้อมูลขององค์กรได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพไม่ว่าจะปฎิบัติงานอยู่ที่ใด

“นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ ซีบรายังนำเสนอโซลูชั่นภายใต้ชื่อ Zebra DNA ซึ่งประกอบไปด้วยซอฟท์แวร์, แอปพลิเคชั่น และฟังก์ชั่นเสริมที่สำคัญเพื่อยกระดับคอมพิวเตอร์แบบพกพา, เครื่องสแกนเนอร์ และเครื่องปรินท์เตอร์ให้เหมาะสมต่อการใช้งานในระดับองค์กร ผลิตภัณฑ์ของซีบราซึ่งมีการติดตั้งโซลูชั่น Zebra DNA ยังเป็นตัวช่วยสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมและการทำงานที่เชื่อมต่อในองค์กรให้มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์การใช้งานของพนักงานในพื้นที่หน้างานอย่างแท้จริง” คุณศิวัจน์   กล่าวทิ้งท้าย

RenoVision งานครีเอทีฟ สุดยิ่งใหญ่จาก OPPO มาตั้งอยู่ใจกลางสยาม

OPPO เปิดตัว “RenoVision” งานครีเอทีฟสุดยิ่งใหญ่ จากการผสมผสานนวัตกรรมล้ำสมัยบนรากฐานแรงบันดาลใจที่มาจากสมาร์ทโฟนสุดพรีเมี่ยมแห่งยุค “OPPO Reno Series” สมาร์ทโฟนพรีเมี่ยมรุ่นล่าสุด ที่จะมาสร้างแรงบันดาลใจที่ไม่สิ้นสุด เปิดโลกจินตนาการแปลกใหม่ พลิกมุมมองที่ “RenoVision” ได้แล้ววันนี้ ถึงวันที่ 30 มิถุนายนนี้ เวลา 10.00 – 22.00 น. ณ ลานพาร์คพารากอน

 

RenoVision งานครีเอทีฟ สุดยิ่งใหญ่จาก OPPO มาตั้งอยู่ใจกลางสยาม

เช็คอินพร้อมติดแฮชแท็กให้เพื่อนทั้งโซเชียลต้องตามมาด้วย #OPPOReno #60xZoom #FurtherYourVision #RenoVisionOPPO เปิดตัว “RenoVision” งานครีเอทีฟสุดยิ่งใหญ่ จากการผสมผสานนวัตกรรมล้ำสมัยบนรากฐานแรงบันดาลใจที่มาจากสมาร์ทโฟนสุดพรีเมี่ยมแห่งยุค “OPPO Reno Series” สมาร์ทโฟนพรีเมี่ยมรุ่นล่าสุด ที่จะมาสร้างแรงบันดาลใจที่ไม่สิ้นสุด เปิดโลกจินตนาการแปลกใหม่ พลิกมุมมองที่ “RenoVision” ได้แล้ววันนี้ ถึงวันที่ 30 มิถุนายนนี้ เวลา 10.00 – 22.00 น. ณ ลานพาร์คพารากอน เช็คอินพร้อมติดแฮชแท็กให้เพื่อนทั้งโซเชียลต้องตามมาด้วย #OPPOReno #60xZoom #FurtherYourVision #RenoVision

ประตูสู่โลกแห่งนวัตกรรมและความสร้างสรรค์ใบใหม่ถูกเปิดออก หลังจากที่ “OPPO Reno Series” สมาร์ทโฟนพรีเมี่ยมรุ่นล่าสุดได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Further Your Vision” ที่ผสานรวมเอาที่สุดแห่งนวัตกรรมเพื่อเปิดโลกทัศน์ของผู้ใช้ให้กว้างไกลกว่าเดิม แค่พูดอาจจะไม่เห็นภาพ OPPO จึงทุ่มทุนปักหมุดแลนด์มาร์กใหม่ใจกลางสยาม ในชื่อว่า “RenoVision” งาน ครีเอทีฟโชว์เคสที่คนรุ่นใหม่และเหล่า Style Seekers ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะที่นี่คืองานโชว์ไอเดียและเทคโนโลยีล้ำสมัยที่จะสร้างประสบการณ์ใหม่ด้วย OPPO Reno Series เพียงก้าวแรกก่อนจะเข้างาน ก็ต้องเช็คอินทันทีกับ Whale Landmark ที่ตั้งโดดเด่นเป็นสัญลักษณ์ของพลังแห่งการคิดค้นนวัตกรรมและดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ และเมื่อผ่านเข้าไปในโชว์เคส

โดย RenoVision จะมีนิทรรศการและเวิร์คช็อปใหม่ๆจากศิลปินชื่อดังให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสกันในทุกๆ สัปดาห์ คุณสามารถเข้ามาร่วมงานได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน ในเวลา 10.00 – 22.00 น. สามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://web.facebook.com/oppothai/ และถ้าหากคุณสนใจอยากเป็นเจ้าของ OPPO Reno 10x Zoom สามารถจองล่วงหน้าได้ที่ร้านค้าที่ร่วมรายการทั่วประเทศ

THE FACE พา HUAWEI P30 Series บุกสวนสนุก พร้อมเซอร์ไพรส์สุดพิเศษ

เป็นเรื่อง! THE FACE แอบเที่ยวสวนสนุกตอนกลางคืน พบกลุ่มคนที่ไม่คาดคิดแฝงเข้ามา งานนี้ต้องคว้า HUAWEI P30 Series มาสืบจากระยะไกล กลายเป็นเซอร์ไพรส์สุดพิเศษกับโมเมนท์ที่ลืมไม่ลง! The Face Thailand Season 5 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ได้พาทุกคนบุกไปยัง Siam Park City สวนสยาม สวนสนุกที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน สำหรับแคมเปญที่เต็มไปด้วยความเซอร์ไพรส์และความพิเศษที่ The Face ได้ร่วมมือกับ HUAWEI P30 Series สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดจากหัวเว่ย โดยมีโจทย์สุดครีเอทีฟของการสร้างสรรค์แคมเปญนี้ ให้ผู้เข้าแข่งขันครีเอทแฟชั่นแคมเปญที่ดึงฟังก์ชั่นเด็ดของสมาร์ทโฟน อย่าง SuperZoom และ Low Light Mode ออกมาเป็นเรื่องราวที่ตื่นเต้น น่าสนใจชวนติดตาม

 

THE FACE พา HUAWEI P30 Series บุกสวนสนุก พร้อมเซอร์ไพรส์สุดพิเศษ

แฟชั่นแคมเปญประจำสัปดาห์นี้บอกเล่าเรื่องราวของกลุ่มหนุ่มสาวที่แอบเข้ามาในสวนสนุกยามค่ำคืนในช่วงเทศกาล Halloween แต่ทันทีที่เข้าไปในสวนสนุก พบกลุ่มคนที่ไม่คาดคิดอยู่บนม้าหมุนอยู่ลิบๆ จึงหยิบ HAUWEI P30 Series ขึ้นมาถ่ายใครกันที่อยู่บนม้าหมุน ด้วยโหมด SuperZoom ที่ซูมชัดได้ถึง 50 เท่าของ HUAWEI P30 Series เมื่อซูมเข้าไปสืบดูใกล้ๆ ปรากฎว่ากลายเป็นเซอร์ไพรส์ เมื่อภาพที่เห็นเป็นเพื่อนๆ ที่โบกมือลา The Face ไปก่อนหน้านี้!! จึงได้เข้าไปรวมกลุ่มถ่ายรูปเล่นกันบนม้าหมุนอย่างสนุกสนานซึ่งแทบจะไม่มีแสงเลย แต่ด้วย Night Mode รูปที่ออกมาก็คมชัด สว่าง สวยงาม สมกับที่ถ่ายด้วย HUAWEI P30 Series สมาร์ทโฟนที่ฉีกกฎเกณฑ์การถ่ายภาพ

จากมาสเตอร์คลาสก่อนหน้านี้ หวยออกที่ ดรีม ผู้เข้าแข่งขันจากทีมมารีญาซึ่งเป็นผู้ที่ทำ Masterclass ได้แย่ที่สุด และจะต้องเข้าห้องดำโดยที่ไม่ว่าผลจะออกมาชนะหรือแพ้ จึงสร้างความกดดันให้ทั้งเมนเทอร์ มารีญา มาสเตอร์ซาบีน่าและลูกทีมที่เหลือแค่ 2 คน คือ ดรีมและแคนดี้ ในขณะที่ซอโซ่จากทีมจีน่าแบงค์เป็นผู้ชนะจากมาสเตอร์คลาส จึงได้สิทธิ์เป็นผู้เลือกลำดับในการทำแคมเปญ โดยทีมมารีญา ทีมโทนี่ และทีมจีน่าแบงค์ ทำแคมเปญตามลำดับ สร้างความพอใจให้มาสเตอร์อาร์ตเป็นอย่างมาก

ผู้เข้าแข่งกันทั้งสามทีม ทีมมารีญา ทีมโทนี่ และทีมจีน่า แบงค์ ต่างมุ่งมั่นครีเอทแฟชั่นวีดีโอในสไตล์ของตัวเอง โดยซีนแรก จะต้องทำเป็นเหมือนแอบเข้าไปในสวนสนุกและใช้โหมด SuperZoom ส่วนซีนที่ 2 จะต้องขึ้นไปถ่ายภาพบนม้าหมุนโดยใช้ Night Mode โดยมีแกนหลักคือความสนุก ทีมเมนเทอร์มารีญาและมาสเตอร์ซาบีน่า ดำเนินเรื่องด้วยโมเมนท์เซอร์ไพรส์ดีใจ ที่เจอผู้เข้าร่วมทีมที่ออกไปแล้วก่อนหน้านี้ ความสนุกสนานเป็นธรรมชาติ ทีมเมนเทอร์โทนี่และมาสเตอร์หมู ดำเนินเรื่องด้วยความตื่นเต้นที่ได้เจอผู้ชายหน้าตาดีและจบด้วยการทวิสต์สตอรี่แบบหวานๆ ส่วนผู้ชนะในแคมเปญประจำสัปดาห์นี้ตกเป็นของทีมจีน่าแบงค์และมาสเตอร์อาร์ต ที่ปูเรื่องจากการเซอร์ไพรส์ซีนงานวันเกิดและจบด้วยการถ่ายรูปเล่นสนุกสนานของกลุ่มเพื่อนและเสริมด้วยความตื่นเต้นกับการที่ได้ลองใช้ HUAWEI P30 Series ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนที่โดดเด่นด้านการถ่ายภาพและวิดีโอ จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะไกลแค่ไหนหรือแสงน้อยเท่าใด HUAWEI P30 Series ก็สามารถเก็บรายละเอียดได้ครบถ้วน ไม่พลาดทุกโมเมนท์พิเศษของชีวิต ติดตามเซอร์ไพรส์จาก The Face และ HUAWEI P30 Series ได้อีก ผ่านทาง https://www.facebook.com/HuaweimobileTH/

สมาร์ทโฟนออเนอร์เคล็ดไม่ลับที่ สายเที่ยวต้องห้ามพลาด

สมาร์ทโฟน ถือเป็นหนึ่งในอุปกรณ์สุดฮิตสำหรับสายเที่ยวที่ชื่นชอบการถ่ายรูป ที่ช่วยให้ สายเที่ยวต้องห้ามพลาด ในการเก็บภาพโมเมนต์สำคัญเป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็ว และด้วยเทคโนโลยีสมัยนี้ที่พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดและความฉลาดของ AI สมองกลอัจฉริยะ สมาร์ทโฟนจึงไม่ได้เพียงช่วยให้คุณถ่ายภาพออกมาได้แบบสวย เป๊ะ ปัง แต่ยังช่วยเพิ่มความสะดวกให้คุณในระหว่างการเดินทางท่องโลกกว้าง จนทำให้คุณแทบไม่ต้องพกอุปกรณ์เสริมอื่นๆอีก และหากคุณกำลังมองหาสมาร์ทโฟนที่สามารถเป็นได้มากกว่ากล้องถ่ายรูป เรามีสมาร์ทโฟนออเนอร์ที่มาพร้อมฟีเจอร์ตัวช่วยสำหรับทุกการเดินทางของคุณมาแนะนำ!

 

สมาร์ทโฟนออเนอร์เคล็ดไม่ลับที่ สายเที่ยวต้องห้ามพลาด

ฟีเจอร์ AI Translator ตัวช่วยแปลภาษาแบบเรียลไทม์ เริ่มต้นจากฟีเจอร์แรก ฟีเจอร์ ‘AI Translator’ หรือระบบ ‘AI แปลภาษา’ ฟีเจอร์ที่จะช่วยให้คุณก้าวข้ามผ่านกรอบจำกัดทางด้านภาษาเวลาไปเที่ยวต่างแดนได้อย่างดีเยี่ยม โดยฟีเจอร์นี้จะสามารถช่วยให้คุณแปลภาษาจากภาษาหนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่งได้ตามที่ต้องการอย่างเรียลไทม์ เพียงแค่เปิดกล้องแล้วกดไปที่ไอคอนมุมซ้ายบนของหน้าจอเพื่อทำการเปิดระบบการใช้งานในโหมด Hi-Vision จากนั้นเลือกโหมด แปลภาษาที่ไอคอนในแถบด้านล่าง และส่องกล้องไปที่ข้อความที่ต้องการจะแปล จากนั้นระบบก็จะแปลภาษาให้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องเสียเวลาจ้างไกด์ท้องถิ่นให้เปลืองงบเลย! ฟีเจอร์ ‘AI Shopping’ ตัวช่วยใหม่สำหรับขาช้อปต่อมา หากคุณเป็นนักช้อปที่เคยประสบปัญหากับการเดินหาไอเทมที่ถูกใจจนเมื่อยขา หรือวนเข้าห้างนี้ออกห้างโน้นเปรียบเทียบราคาจนแทบหมดวัน ฟีเจอร์ ‘AI Shopping’ ถือเป็นตัวช่วยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักช้อปยุคใหม่ได้อย่างสะดวกสุดๆ เพียงคุณเข้าโหมด Hi-Vision และเลื่อนแถบด้านล่างมาที่ไอคอนรูปรถเข็น Shopping และโฟกัสกล้องไปที่สินค้าหรือไอเทมที่ต้องการ ระบบจะค้นหาและแสดงรายละเอียดสิ่งของนั้นๆขึ้นมาพร้อมรวบรวมช่องทางการสั่งซื้อมาทันที ซึ่งคุณสามารถเปรียบเทียบข้อมูล ราคา หรือดูส่วนลดโปรโมชั่นได้ง่ายๆ นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้ฟีเจอร์ ‘Hi-Touch’ เพียงใช้นิ้วโป้งทั้งสองข้างกดค้างไปยังรูปสินค้าที่คุณพบเห็นตามหน้าเว็บไซต์หรือเพจช้อปปิ้งต่างๆ ระบบจะแสดงข้อมูลของสินค้าดังกล่าว พร้อมทั้งนำคุณไปยังช่องทางจำหน่าย สะดวกรวดเร็วแค่ปลายนิ้ว เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถเป็นเจ้าของไอเทมเก๋ๆได้ก่อนใคร!

ฟีเจอร์ AI Identify ตัวช่วยในการระบุวัตถุอันชาญฉลาด ในฟีเจอร์นี้ ‘AI Identify’ จะเป็นตัวช่วยในการระบุวัตถุต่างที่คุณต้องการจะทราบ ตลอดจนยังสามารถระบุสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญๆได้มากกว่า 400 แห่งในทวีปยุโรป รวมถึงยังสามารถอธิบายรายละเอียดและประวัติความเป็นมาของงานศิลปะชื่อดังภายใน 40 เมืองทั่วโลกได้อีกด้วย ดังนั้นนอกจากคุณจะได้เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆแล้ว คุณยังสามารถได้รับความรู้ในแบบเจาะลึกกันเป็นของแถมอีกด้วย โดยวิธีการใช้งานง่ายๆในฟีเจอร์นี้ เพียงแค่เลื่อนแถบด้านล่างภายในโหมด Hi-Vision เป็นโหมดระบุวัตถุ (identify) เพียงเท่านี้คุณก็สามารถรับข้อมูลต่างๆตามที่ต้องการได้ในทันที ความพิเศษในฟีเจอร์นี้ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ สำหรับสายเฮลตี้การนับแคลอรี่ระหว่างการทริปท่องเที่ยววอาจะดูเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่ด้วยโหมดดังกล่าวที่มาพร้อมฟีเจอร์ ‘AI Calories’ เพียงแค่คุณโฟกัสกล้องไปที่อาหารจานโปรด ระบบจะตรวจสอบและปรากฎจำนวนแคลอรี่ของอาหารขึ้นมาบนหน้าจอโดยทันที ทำให้คุณเพลิดเพลินกับมื้ออาหารโดยไม่ต้องห่วงว่าน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นหลังจบทริปแน่นอน ฟีเจอร์ ‘Adaptive Battery’ ตัวช่วยเพิ่มพลังให้แบตอึดทนตลอดทั้งวัน ฟีเจอร์สุดท้าย ได้แก่ ฟีเจอร์ ‘Adaptive Battery’ ตัวช่วยในการยืดอายุแบตเตอร์รี่ หมดปัญหาการพก แบตสำรองให้หนักกระเป๋า โดยฟีเจอร์นี้ออกแบบมาให้คุณสามารถเลือกการตั้งค่าปิดการใช้งานในบาง แอพลิเคชั่นที่ไม่ค่อยได้ใช้ให้อยู่ในโหมดหลับเพื่อไม่กินไฟแบตเตอร์รี่ ทำให้แบตสามารถทำงานได้นานขึ้นกว่าเดิม ไม่ต้องกังวลว่าแบตจะหมดระหว่างวันให้หนักใจ !

สำหรับสายเที่ยวที่อยากจับจองเป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนออเนอร์ สามารถสั่งซื้อได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่ ร้านค้าตัวแทนจำหน่าย CSC ร้านค้า HONOR Shop สาขา MBK และ ร้านค้า AIS Shop รวมถึงช่องทางออนไลน์บน LAZADA (https://www.lazada.co.th/honor_1/) โดยออเนอร์ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษ คุณสามารถเป็นเจ้าของ HONOR 10 ในราคาเพียง 11,990 บาท HONOR Play 8,990 บาท และ HONOR 8X (สำหรับหน่อยความจำ 128 GB) เพียง 7,990 บาท เท่านั้น!

สัมภาษณ์งานยังไงให้ได้งาน ด้วยการนำเสนอตัวเองอย่างมือโปร

การสัมภาษณ์งานถือเป็นเวทีสำคัญที่จะตัดสินว่าคุณจะได้ทำงานต่อ หรือลากกระเป๋ากลับบ้านไปหางานใหม่ ดังนั้นหาก HR ติดต่อเรียกคุณเข้ามาสัมภาษณ์งาน นั่นแปลว่าคุณได้ผ่านการคัดเลือกจากข้อมูลที่คุณใส่ลงมาในใบสมัครงาน รวมถึงการเรียก ฟรีแลนซ์ และเรซูเม่ในระดับหนึ่งแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็อยู่ที่ตัวคุณ ว่าจะสามารถพรีเซนต์ตัวเองได้เตะตา HR และหัวหน้างานในอนาคตของคุณได้มากแค่ไหน ขอแนะนำขั้นตอนการพรีเซนต์ตัวเองแบบมืออาชีพ ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสการทำงานให้กับคุณ

 

สัมภาษณ์งานยังไงให้ได้งาน ด้วยการนำเสนอตัวเองอย่างมือโปร

1. สร้างความประทับใจตั้งแต่แรกพบ

คำว่า “Love at first sight” ก็ยังใช้ได้ดีกับทุกโอกาส เมื่อถึงวันเวลาที่นัดสัมภาษณ์งาน สิ่งแรกที่ฝ่าย HR จะได้เห็นจากคุณคือการแต่งตัว รูปร่างหน้าตา ดังนั้นคุณควรแต่งตัวให้สุภาพตามความเหมาะสมกับตำแหน่ง หน้าที่ที่คุณสมัครงานไว้ เมื่อถึงสถานที่นัดสัมภาษณ์งาน ส่งยิ้มทักทายให้กับพนักงานคนอื่น ๆ หากมีความจำเป็นต้องมาถึงบริษัทช้ากว่าเวลาที่กำหนดคุณควรโทรศัพท์แจ้งให้ฝ่าย HR ทราบก่อน เนื่องจากการสัมภาษณ์งานในบางตำแหน่ง คุณจะต้องพบกับผู้บริหารระดับสูงหลายท่านที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบมากมาย หากคุณจำเป็นต้องมาช้าจริง ๆ ผู้บริหารที่จะเข้าร่วมการสัมภาษณ์คุณจะได้มีเวลาทำงานอย่างอื่นก่อน

2. อ่อนน้อมถ่อมตน

การไหว้ ถือเป็นการแสดงความเคารพที่ดีที่สุด อีกทั้งยังทำให้คุณดูเป็นคนอ่อนถ่อมตนด้วย ดังนั้นเมื่อเดินทางมาถึงสถานที่สัมภาษณ์งาน คุณควรยกมือไหว้คนที่คุณติดต่อนัดสัมภาษณ์งานไว้ แม้บุคคลนั้นอาจเป็นชาวต่างชาติก็ตาม และเมื่อถึงเวลาเข้าห้องสัมภาษณ์คุณควรนั่งให้เรียบร้อยหลังตรง วางกระเป๋าถือไว้ข้างตัวให้เป็นระเบียบ ไม่ควรนั่งไขว่ห้าง หรือเอนพนักพิง หยุดเล่นโทรศัพท์มือถือขณะอยู่ในช่วงเวลาสัมภาษณ์งานแม้จะเป็นช่วงที่ HR ปล่อยให้คุณทำแบบทดสอบต่าง ๆ ตามลำพังก็ตาม หลังจบการสัมภาษณ์งานควรยกมือไหว้ ทำความเคารพผู้บริหารทุกท่าน รวมถึงกล่าวขอบคุณที่สละเวลามาสัมภาษณ์งานกับคุณ

3. ตัดความกลัว ใส่ความมั่นใจ

ความมั่นใจจะช่วยให้คุณผ่านด่านการสัมภาษณ์งานไปได้ด้วยดี ดังนั้นเมื่อต้องเจอกับคำถามแรกที่ให้แนะนำตัว หรือเล่าประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาให้กับผู้เข้าร่วมสัมภาษณ์ฟัง แม้คุณจะต้องเจอผู้บริหารระดับสูงมากมายแค่ไหน คุณต้องตัดความกลัวนั้นทิ้งไป แล้วเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง พรีเซนต์ตัวเองด้วยเสียงที่ดัง ฟังชัด ไม่กระอึกกระอัก พยายามส่งสายตาและรอยยิ้ม (Eye Contact) ให้แก่ผู้เข้าร่วมสัมภาษณ์ทุกท่าน เพื่อแสดงความจริงใจที่คุณอยากเข้ามาร่วมงานในองค์กรของพวกเขา

สำหรับนักศึกษาจบใหม่ ควรหลีกเลี่ยงการใช้คำ “อะไรก็ได้ แล้วแต่ หนูไม่รู้” ซึ่งจะแสดงให้ HR เห็นว่าคุณขาดความมั่นใจ และไม่พร้อมที่จะสัมภาษณ์งาน หรือแม้กระทั่งไม่พร้อมที่จะทำงาน

4. สื่อสารด้วยคำพูดที่เข้าใจง่าย

หากมีความจำเป็นต้องใช้คำศัพท์เทคนิค หรือคำทับศัพท์ต่าง ๆ ควรเลือกใช้คำพูดที่เข้าใจง่าย ไม่เทคนิคเกินไป เพราะอาจทำให้ผู้ที่สัมภาษณ์คุณเกิดความสับสน และไม่เข้าใจความหมายที่คุณต้องการสื่อสาร

5. หลีกเลี่ยงการพูดโกหก

ผู้ถูกสัมภาษณ์ส่วนใหญ่มักจะเจอคำถามที่ว่า “ทำไมถึงลาออกจากงานที่เก่า” “ข้อเสียในตัวคุณคืออะไร” “คุณเคยทำงานพลาดหรือไม่” แม้จะเป็นคำถามที่ยากจะตอบ แต่เราแนะนำให้คุณพูดความจริงด้วยความมั่นใจ แต่ต้องไม่มีผลกระทบในทางร้ายกับตัวคุณเอง คุณควรเล่าความจริง พร้อมวิธีปรับปรุงแก้ไข ซึ่งนั่นจะแสดงให้เห็นถึงความจริงใจที่คุณมี และเทคนิคในการรับมือ-แก้ไขปัญหาของคุณ

6. เอกสารประกอบควรมี

“10 ปากว่าไม่เท่าตาเห็น” แม้ในเรซูเม่ของคุณจะใส่ผลงานและประสบการณ์การทำงานมามากแค่ไหน แต่คุณก็ควรมีเอกสารประกอบ หรือผลงานที่คุณเคยทำมามาแสดงให้ผู้สัมภาษณ์เห็น เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น หากเป็นไปได้อาจเล่าถึงที่มาที่ไป และไอเดียที่ทำให้เกิดผลงานขึ้นนั้นด้วย ซึ่งอาจมาในรูปแบบของพรีเซนเตชั่น หรือชิ้นงานที่จับต้องได้

7. แสดงให้ HR เห็นว่าคุณอยากทำงานจริง

สิ่งหนึ่งที่ HR ให้ความสนใจเมื่อเรียกคุณมาสัมภาษณ์งานคือคุณมีความสนใจตำแหน่งงานที่จะทำงานมากแค่ไหน ดังนั้นคุณควรทำการบ้านให้พร้อม ตั้งแต่การศึกษาข้อมูลองค์กรที่คุณจะเข้าทำงาน รวมถึงรายละเอียดในตำแหน่งที่คุณจะเข้ามาทำงาน คุณต้องแสดงให้ผูู้เข้าร่วมสัมภาษณ์เห็นว่าเหตุผลที่คุณอยากทำงานในตำแหน่งนี้ องค์กรนี้คืออะไร คุณสมบัติที่คุณมีจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้อย่างไร ทั้งหมดนี้จะทำให้ HR เห็นว่าคุณมีความกระตือรือร้นที่อยากจะทำงานมากน้อยเพียงใด

ลุยตลาด True Wireless เพิ่ม ATH-CKR7TW และ ATH-SPORT7TW

ผู้นำนวัตกรรมหูฟังคุณภาพชั้นนำของเมืองไทย มั่นใจภาพรวมตลาดหูฟังปีนี้เติบโตสดใสด้วยเทคโนลียี True Wireless พร้อมเดินเครื่องเขย่าตลาดต่อ ด้วยการส่งสุดยอดหูฟังไร้สายแบบ ลุยตลาด True Wireless ครั้งแรกของแบรนด์ระดับตำนานจากออดิโอ-เทคนิก้า (Audio- Technica) เป็นหัวหอกในการรุกตลาดพร้อมกัน 2 รุ่นใหม่คือ ATH-CKR7TW และ ATH-SPORT7TW โดยหูฟังทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมคุณภาพเสียงอันทรงพลังและแม่นยำยิ่งกว่าเดิม ด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยมากมาย และการออกแบบอย่างมีสไตล์ เพื่อตอบโจทย์นักฟังเพลงมืออาชีพที่ต้องการเสียงดนตรีคุณภาพ รวมถึงนักฟังเพลงที่มีไลฟ์สไตล์แบบแอคทีฟหรือชื่นชอบการออกกำลังกายได้เพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงสุดโปรดขณะออกกำลังกายยิ่งกว่าเดิม

 

ลุยตลาด True Wireless เพิ่ม ATH-CKR7TW และ ATH-SPORT7TW

สำหรับ ATH-CKR7TW นับเป็นผลิตภัณฑ์หูฟังไร้สายแบบ True Wireless ระดับเรือธงของออดิโอ- เทคนิก้า ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพเสียงสูงสุด มาพร้อมการออกแบบอย่างมีสไตล์ และคุณภาพเสียงโดดเด่นด้วยไดร์เวอร์ขับเสียงพิเศษขนาด 11 มิลลิเมตร และไดอะแฟรมเคลือบคาร์บอน เพื่อให้คอเพลงมืออาชีพได้อรรถรสในการฟังเสียงดนตรีอย่างทรงพลังและแม่นยำมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในหูฟัง True Wireless รวมถึงมีตัวต้านทานซึ่งทำจากตาข่ายสแตนเลส และ Amplifier ที่จะช่วยให้ตอบสนองความถี่ได้สูงขึ้นและรักษาคุณภาพเสียงให้คมชัดเพื่อให้คุณรู้สึกเสมือนกับได้ฟังการบันทึกเสียงสดจริงทีเดียว ผนวกรวมกับการออกแบบตัวหูฟังที่มาพร้อมไมโครโฟน และแอพพลิเคชั่น Audio-Technica Connect สำหรับควบคุมสั่งงานและปรับแต่งเสียงด้วยตนเองบนสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย ไม่ยุ่งยาก ทั้งยังพกพาสะดวกด้วยกล่องสำหรับจัดเก็บและชาร์จไฟพร้อมกันในตัว โดยหูฟังสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องนาน 6 ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง และสามารถชาร์จได้อีก 9 ชั่วโมง แถมยังรองรับ Aptx, ACC และ SBC อีกทั้งยัง Support Bluetooth เวอร์ชั่น 5.0 อีกด้วย โดยมาพร้อมจุกหูฟังให้เลือก 4 ขนาด ส่วนหูฟังมีให้เลือก 2 สี คือ สีดำ และสีเทา พร้อมวางจำหน่ายในเดือน มกราคม 2562 ในราคา 9,900 บาท

ขณะที่ ATH-SPORT7TW เป็นหูฟัง True Wireless แบบสปอร์ตระดับพรีเมี่ยม ที่ได้รับการออกแบบเพื่อให้คอเพลงที่ชอบทำกิจกรรมนอกบ้านหรือออกกำลังกายให้สวมใส่ได้อย่างกระชับรับกับสรีระของร่องใบหูยิ่งขึ้นด้วย ergonomic Freebit® ear fins โดยไม่ต้องกังวลใจว่าหูฟังจะหลุดออกจากใบหูแต่อย่างใด แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณภาพเสียงอันทรงพลังด้วยไดร์เวอร์ขับเสียงแบบไดนามิกขนาด 5.8 มิลลิเมตร ผสานกับเทคโนโลยีอันทันสมัยในการออกแบบตามมาตรฐาน IPX5 ทำให้สามารถป้องกันน้ำและเหงื่อได้ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมการควบคุมด้วยระบบสัมผัส ทำให้สามารถควบคุมการทำงานหรือตั้งค่าต่างๆ ของหูฟังได้ง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส ไม่ว่าจะรับสาย วางสาย เพิ่ม/ลดเสียง เล่น/หยุดเพลง รวมถึงมีฟังก์ชั่น Hear-Through เพื่อช่วยให้รับฟังเสียงรอบข้างภายนอกเพื่อความปลอดภัยในการออกกำลังกายกลางแจ้ง ทั้งยังสามารถปรับแต่งเสียงให้เหมาะกับการสภาพแวดล้อมได้อย่างเหมาะสมผ่านแอพพลิเคชั่น Audio-Technica Connect ขณะที่ตัวหูฟังมีขนาดกระทัดรัด น้ำหนักเบา ทั้งยังพกพาสะดวกด้วยเคสสำหรับจัดเก็บและชาร์จไฟพร้อมกันในตัว เมื่อตัวหูฟังถูกเสียบกลับลงในกล่องเคส ตัวหูฟังจะถูกปิดการทำงานทั่วไปและระบบชาร์จจะทำงานอัตโนมัติ และเมื่อหยิบออกมาจากเคสระบบจะหยุดชาร์จและพร้อมทำงานอีกครั้ง โดยหูฟังสามารถใช้งานได้นาน 3.5 ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง และสามารถชาร์จได้เพิ่มอีก 14 ชั่วโมง รวมเวลาการใช้งานทั้งหมด 17.5 ชั่วโมง และ Support Bluetooth เวอร์ชั่น 5.0 มีสีสันให้เลือก 2 สี คือ สีดำ และสีเทา พร้อมวางจำหน่ายในเดือน มกราคม 2562 ในราคา 7,690 บาท

“ในปี 2018 ที่ผ่านมา อาร์ ที บี ประสบความสำเร็จอย่างสูงสำหรับการขายหูฟัง True Wireless เพราะเรามีสินค้าที่่เจาะกลุ่มลูกค้าคลอบคลุมแทบทุกเซ็กเม้นท์ ทั้งจาก Jabra, B&O และ Master & Dynamic ดังนั้นเราเชื่อว่า ATH-CKR7TW และ ATH-SPORT7TW จะเข้ามาเติมเต็มพอร์ตสินค้าในหมวดนี้ของอาร์ ที บี ตอกย้ำความเป็นผู้นำยิ่งขึ้น” ดร.บรรพต วัฒนสมบัติ กรรมการผู้จัดการบริษัทอาร์ ที บี เทคโนโลยี จำกัด กล่าว

สำหรับคนรักเสียงเพลงคุณภาพสามารถหาซื้อและสัมผัสประสบการณ์ฟังเพลงสุดคมชัดจากสุดยอดนวัตกรรมหูฟังจาก “ออดิโอ-เทคนิก้า” (Audio-Technica) รุ่น ATH-CKR7TW และ ATH-SPORT7TW ได้ที่ มั่นคงแก็ดเจ็ท, โปรปลั๊กอิน, ซาวน์พรู๊ฟ, อินดี้แก็ดเจ็ท, ซาวน์อะโฮลิค, เอวี แวลู, เพาเวอร์มอลล์ หรือร้านค้าออนไลน์ ได้ที่ ลาซาด้า, เมอร์คูล่าร์, ทูโฮม และช้อปปี้ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านทาง www.rtbtechnology.com

กล้องอัลฟ่ามิเรอร์เลส α6400 รับเทรนด์วีดีโอคอนเทนต์โต

สร้างปรากฎการณ์ถ่ายภาพครั้งใหม่ ตอกย้ำการเป็นผู้สร้างสรรค์เทคโนโลยีสุดล้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมขึ้นแท่นผู้นำตลาดกล้องในทุกเซ็กเมนท์ ด้วยการส่งสุดยอดนวัตกรรม กล้องอัลฟ่ามิเรอร์เลส α6400 (อัลฟ่า 6400) รุ่น ILCE-6400 ที่พัฒนาขึ้นใหม่ล่าสุดจากตระกูลอัลฟ่า ที่นำเทคโนโลยีการถ่ายภาพสุดล้ำจากกล้องฟูลเฟรมมาบรรจุในกล้องรุ่นนี้เป็นครั้งแรก เป็นหัวหอกบุกตลาดเมืองไทยรับศักราชใหม่ ซึ่งมาพร้อมสุดยอดเทคโนโลยีล้ำสมัยกับระบบโฟกัสอัตโนมัติ 4D Focus ที่สามารถจับภาพได้รวดเร็วที่สุดในโลก พร้อมเทคโนโลยีติดตามวัตถุ Real-time Eye AF และ Real-Time Track ซึ่งทำงานด้วยระบบ AI ทำให้สามารถวิเคราะห์และจับภาพได้อย่างแม่นยำเพื่อตอบโจทย์นักถ่ายภาพทั้งระดับมืออาชีพ บล็อกเกอร์ และยูทูปเบอร์ที่ต้องการเก็บภาพความประทับอย่างรวดเร็วแม่นยำมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งโซนี่มั่นใจว่าการเปิดตัวผลิตภัณฑ์กล้องอัลฟ่ามิเรอร์เลสรุ่นใหม่ออกสู่ตลาดในครั้งนี้ จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจ และประสบการณ์ใหม่ ให้แก่ช่างภาพ ผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ ให้สร้างสรรค์ผลงานได้อย่างตรงใจทั้งภาพนิ่ง และวิดีโอ รวมทั้งเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มธุรกิจดิจิตอล อิมเมจจิ้งของโซนี่ต่อเนื่องยิ่งขึ้น

 

กล้องอัลฟ่ามิเรอร์เลส α6400 รับเทรนด์วีดีโอคอนเทนต์โต

นางสาวลีลนา เพียรพิริยะ ผู้จัดการแผนกการตลาดผลิตภัณฑ์ดิจิตอล อิมเมจจิ้ง บ. โซนี่ ไทย จ.ก. เปิดเผยว่า “โซนี่ได้เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาช่วยจัดการเรื่องการถ่ายภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ช่างภาพทุกท่านได้รับประสบการณ์ที่ดี และสร้างสรรค์ผลงานภาพได้มากกว่าจินตนาการ จากสุดยอดเทคโนโลยีที่อันเป็นเลิศได้รับการยอมรับอย่างสูงในกล้อง Full Frame Mirrorless ทั้งในรุ่น α9, α7R III และ α7 III ในวันนี้ โซนี่ได้ถ่ายทอดคุณสมบัติชั้นเลิศที่อยู่ในรุ่นเรือธงเหล่านั้นมาสู่กล้องมิเรอร์เลส APS-C รุ่นใหม่ล่าสุดที่เปิดตัวในวันนี้ คือรุ่น α6400 (อัลฟ่า 6400) ซึ่งมาขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา เสริมด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ล้ำหน้ามากมาย อาทิ ระบบออโต้โฟกัสที่จับภาพได้รวดเร็วที่สุดในโลก เพียง 0.02 วินาที[i] ซึ่งประสานการทำงานควบคู่กับระบบ AI ทำให้สามารถวิเคราะห์และโฟกัสดวงตาและวัตถุต่าง ๆ ตามต้องการได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นกว่าเดิม จึงเหมาะสำหรับนักถ่ายภาพทั้งระดับมืออาชีพ รวมทั้งตอบโจทย์การใช้งานของกลุ่ม Blogger, Vlogger และ YouTuber ให้ใช้งานอย่างสะดวก และมีประสิทธิภาพ ด้วยการบันทึกภาพที่มีความฉับไว แม่นยำ และคมชัดในทุกสถานการณ์ โซนี่มั่นใจว่ากล้อง α6400 จะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจดิจิตอล อิมเมจจิ้ง ของโซนี่ให้เติบโตแข็งแกร่งยิ่งขึ้น พร้อมขยายตลาดไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ รวมทั้งสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมกล้องด้วยการยกระดับประสบการณ์ของการถ่ายภาพให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น”

จากความสำเร็จในการก้าวขึ้นสู่ผู้นำตลาดกล้องฟูลเฟรมมิเรอร์เลส โซนี่ยังได้วางกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อผลักดันให้กล้อง α6400 ให้เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้ที่กว้างขึ้น พร้อมเร่งขับเคลื่อนธุรกิจดิจิตอลอิมเมจจิ้งให้เติบโตขึ้นตามเป้าหมายที่วางไว้ “โซนี่มีจุดแข็งที่แตกต่างจากแบรนด์อื่นในอตสาหกรรม เนื่องเพราะโซนี่ได้พัฒนาเทคโนโลยี และอุปกรณ์หลักของตัวเอง เพื่อใช้สำหรับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มดิจิตอล อิมเมจจิ้ง ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนเลนส์, อิมเมจเซ็นเซอร์, โปรเซสเซอร์, ช่องมองภาพ รวมถึงซอฟท์แวร์ต่าง ๆ กล่าวได้ว่าโซนี่เป็นผู้ผลิตอิมเมจเซ็นเซอร์ และช่องมองภาพอิเลครอนิคส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และนั่นคือข้อได้เปรียบในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยจุดแข็งที่เรามี และในวันนี้เราได้นำ 5 องค์ประกอบหลักที่เราได้ใช้ในการพัฒนากล้องฟูลเฟรมมิเรอร์เลสจนได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งประกอบด้วย เลนส์ คุณภาพของภาพ ความเร็ว แบตเตอรี่ทนทาน และขนาดที่กะทัดรัดน้ำหนักเบา ขยายมาสู่กล้อง APS-C ในรุ่น α6400 โดยพ่วงในเรื่องเทคโนโลยีความรวดเร็ว และ AI เสริมเข้าไป จึงทำให้กล้อง α6400 เป็นกล้อง APS-C ที่เพียบพร้อมไปด้วยนวัตกรรม ประสิทธิภาพ และความคล่องตัวในการใช้งาน ขณะเดียวกันโซนี่ยังได้คำนึงถึงความหลากหลายของเลนส์ที่เหมาะสมกับการใช้งานซึ่งเรามากถึง 48 ตัว ประกอบด้วย APS-C native lenses 18 ตัว และ E-mount full-frame lenses ที่สามารถใช้งานร่วมกับกล้อง α6400 โดยไม่ต้องใช้อแดปเตอร์อีกถึง 30 ตัว แน่นอนว่าโซนี่จะให้ความสำคัญควบคู่กันทั้งกล้องฟูลเฟรม และ APS-C ด้วยนวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่สำหรับกล้อง และเลนส์ โดยให้ความสำคัญกับระบบ “One Mount” ซึ่งจะทำให้กล้องทั้ง 2 ระบบใช้งานร่วมกันได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ และด้วยสมรรถนะอันเพียบพร้อมของกล้อง α6400 ยังเป็นอุปกรณ์ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างหลากหลายตั้งแต่ช่างภาพมืออาชีพ ไปจนถึงกลุ่ม Vlogger และ VDO Content Creator ตลอดจนผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพอีกด้วย โซนี่จึงพร้อมทำการกิจกรรมสื่อสารการตลาดเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้ที่กว้างขึ้นในปีนี้อีกด้วย” น.ส. ลีลนา ได้กล่าวเสริม

« Older Entries