ถึงยุคแห่งการปรับโฉมระบบเครือข่ายกันใหม่ด้วย The New IP

ระบบเครือข่ายแบบเดิมที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานในยุค พยายามเต็มที่ (best effort) และใช้กับแอพพลิเคชั่นที่ยังไม่ต้องรองรับวิกฤติธุรกิจ (non-mission critical applications) นั้นไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบมาเป็นเวลา 20 ปีแล้ว เมื่อเข้ายุคปัจจุบันจึงมีข้อจำกัดมากมาย กลายเป็นอุปสรรคในธุรกิจบนโลกโซเชียล คลาวด์ โมบาย และการใช้บิ๊กดาต้า ซึ่งการทำเวอร์ช่วลไลเซชั่นถือเป็นเรื่องธรรมดา และความคล่องตัวถือเป็นสิ่งจำเป็นของงานแต่ละวันไปแล้ว และตอนนี้ได้ถึงยุคแห่งการปรับโฉมระบบเครือข่ายกันใหม่ด้วย The New IP จาก Brocade

ถึงยุคแห่งการปรับโฉมระบบเครือข่ายกันใหม่ด้วย The New IP

ยุคแห่งการปรับโฉมระบบเครือข่ายด้วย The New IP

ศูนย์ข้อมูลหรือดาต้าเซ็นเตอร์ในวันนี้คือ ด่านแรก ของธุรกิจ เพราะส่งผลโดยตรงต่อการตอบสนองการแข่งขันและความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะเราอยู่ในยุคที่ลูกค้าติดต่อธุรกิจผ่านเทคโนโลยี มิใช่พบกันตัวต่อตัว ลูกค้าใช้การสื่อสารอุปกรณ์ประเภทต่างๆ และแอพพลิเคชั่น ซึ่งมีดาษดื่นให้เลือกใช้ ย่อมหมายความว่าระบบเครือข่ายการต่อเชื่อมภายในดาต้าเซ็นเตอร์ต้องคล่องตัว ไดนามิกส์ และออโตเมท เพียงพอที่จะรับมือทิศทางนี้ได้

การเปลี่ยนแปลงของระบบเครือข่ายนี้เรียกว่า The New IP ที่มีลักษณะระบบเครือข่ายที่ให้บริการแบบอิงซอฟต์แวร์ ในแบบเวอร์ช่วลไลซ์ (virtualized and software-based network services) วิ่งบนฮาร์ดแวร์ที่ใช้ร่วมกัน (commoditized hardware) และมีความต้องการของลูกค้าชี้รูปแบบสถาปัตยกรรมโครงสร้างที่ควรเป็นแบบเปิดและใช้เทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สเพื่อเลี่ยงคอขวดระหว่างเวนเดอร์ที่ต่างกัน

องค์กรธุรกิจควรต้องเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร? ธุรกิจที่ใช้ระบบเน็ตเวิร์คตัวนี้จะตอบรับการแข่งขันและความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น ดังนั้นควรต้องเตรียมรับมืออย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงนี้?

  • ประการแรก – มีความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการมองกระบวนการบริการควบคุมระบบเครือข่าย รูปแบบเก่าๆ แบบกล่องต่อกัน มีอินเทอร์เฟซใส่คอมมานด์ ตั้งค่าระบบ โดยมากมักตั้งค่าตามหลังสิ่งที่เกิดขึ้น จะค่อยๆ หมดไป บริษัทองค์กรต่างๆ ต้องทำออโตเมชั่น และมองหาความเรียบง่ายเพื่อให้ได้กระบวนการทำงานที่คล่องตัว
  • ประการที่สอง – ต้องมีแผนงานเพื่อเตรียมโครงสร้างเครือข่ายสำหรับบริการเครือข่ายแบบเวอร์ช่วลไลซ์ และการเรียกใช้งานแบบตั้งโปรแกรมได้ เช่น บริษัทสามารถตั้งค่าให้แน่ใจว่าอุปกรณ์เน็ตเวิร์คที่เป็น physical underlay ต้องรองรับ OpenFlow หรือต้องทำงานกับเวนเดอร์และพาร์ตเนอร์เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มที่สามารถข้ามช่องว่างในการควบคุมอุปกรณ์รุ่นเก่าที่มีใช้งานอยู่ได้
  • ประการที่สาม – บริษัทควรที่จะเริ่มคิดเกี่ยวกับการหาทักษะด้าน DevOps อาจจะเป็นการฝึกอบรมพนักงาน หรือนำคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะนี้เข้ามาทำงาน ในขณะเดียวกัน สามารถทำงานร่วมกับเวนเดอร์เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านซอฟท์แวร์และการเขียนสคริปท์

เปิดโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ได้ต่อเนื่องรวดเร็ว เบนิ เซีย กล่าวว่า การสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ ไม่เพียงแต่สำหรับเวนเดอร์ แต่รวมถึงบริษัทที่นำมาใช้งานด้วยความคล่องตัวทางธุรกิจในการตอบรับเงื่อนไขทางการตลาดใหม่ๆ ไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาฐานลูกค้าที่มีอยู่ได้เท่านั้น แต่ยังดึงลูกค้าใหม่ๆ เข้ามาได้อีกด้วย การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้เริ่มขึ้นแล้วและองค์กรธุรกิจหลายองค์กรก็ศึกษาหาช่องทาง และทดสอบโซลูชั่นในทิศทางนี้เพื่อก้าวไปข้างหน้าได้รวดเร็ว ส่วนองค์กรใดที่ยังเลือกจะอยู่นิ่งๆ ไปก่อนก็จะถูกให้อยู่ข้างหลังอย่างแน่นอน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.