โซนี่ไทยเปิด Sony Store Icon Siam โชว์รูมแห่งแรกในเอเซียแปซิฟิก

บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด ตอกย้ำภาพผู้นำเทคโนโลยีคุณภาพสุดล้ำอย่างต่อเนื่อง เดินหน้าปักหมุดย่านฝั่งธนโซนี่ไทยเปิด Sony Store Icon Siam โซนี่สโตร์สาขาที่ 6 ณ ศูนย์การค้าไอคอนสยาม โดยมี มร. นาโอกิ เซกิกูชิ กรรมการผู้จัดการ โซนี่ อิเลคทรอนิคส์ เอเซีย แปซิฟิก พร้อมด้วย มร. มาซากิ มัทซูมาเอะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด ร่วมให้เกียรติเป็นประธานเปิด โซนี่ สโตร์ ไอคอนสยาม ในครั้งนี้

 

โซนี่ไทยเปิด Sony Store Icon Siam โชว์รูมแห่งแรกในเอเซียแปซิฟิก

โซนี่ สโตร์ ไอคอนสยาม ชูจุดเด่นโดยเป็นโชว์รูมแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกตั้งบนพื้นที่รวมกว่า 350 ตารางเมตรบนสุดยอดทำเลทองของฝั่งธน บนห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม แลนด์มาร์คแห่งการช็อปปิ้ง และท่องเที่ยวแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ภายในร้านพรั่งพร้อมด้วยผลิตภัณฑ์ภาพและเสียงของโซนี่รุ่นล่าสุด ที่นำเสนอผ่านบรรยากาศจำลองภายในบ้าน มุ่งสร้างแรงบันดาลใจ และมอบสุดยอดประสบการณ์ความบันเทิงในบ้านอย่างไร้ขีดจำกัดในมุมมองใหม่ที่แตกต่าง ภายใต้แนวคิด “Ultimate Home Entertainment Experience” และ “Gadget Iconic Store” ที่จัดแสดงผลิตภัณฑ์ผ่านโซลูชั่นส์ความบันเทิงที่หลากหลาย ให้ลูกค้าได้ทดลองประสิทธิภาพอย่างใกล้ชิด และได้เลือกสรรผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับการงาน และไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายในยุคปัจจุบัน เพื่อให้คนรุ่นใหม่ และกลุ่มลูกค้าครอบครัว ตลอดจนนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยียนเมืองไทยได้สัมผัสประสบการณ์บันเทิงในบ้านอย่างเต็มอิ่ม

ในโอกาสนี้ มร. มาซากิ มัทซูมาเอะ กรรมการผู้จัดการ บ. โซนี่ ไทย จ.ก. ได้เปิดเผยว่า “โซนี่ยังคงเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ให้กว้างขึ้นไปยังพื้นที่ใหม่ ๆ เพื่อเสริมทัพจากฐานลูกค้าในปัจจุบัน ด้วยการเดินหน้าพัฒนาคุณภาพนวัตกรรมใหม่ให้เข้าถึงทุกไลฟ์สไตล์การใช้งาน ที่หลากหลายของผู้บริโภคอย่างครอบคลุมทุกกลุ่ม ควบคู่กับการพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่าย และทุกจุดการบริการให้เกินความคาดหมายของผู้บริโภค เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ดังนั้น ในปีนี้ โซนี่จึงได้เปิดตัวโซนี่สโตร์สาขาใหม่ที่ไอคอนสยาม ซึ่งตั้งอยู่ในย่านฝั่งธน ซึ่งเป็นโซนี่สโตร์สาขาที่ 6 ในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสุดยอดประสบการณ์บันเทิงภายในบ้าน รองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าครอบครัวทั้งเล็ก และใหญ่ในย่านฝั่งธนบุรี และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ได้มาสัมผัสกับประสบการณ์สุดพิเศษ และแก็ดเจ็ทล่าสุดที่ตรงกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น ด้วยไอคอนสยามตั้งอยู่บนพื้นที่ทางการค้าฝั่งธนที่มีศักยภาพสูง เป็นทำเลที่อยู่อาศัยที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วทั้งบ้านเดี่ยว และคอนโดมิเนียม อีกทั้งยังเป็นห้างสรรพสินค้าระดับเวิลด์คลาสติดริมแม่น้ำ นับเป็นจุดหมายแห่งใหม่ของการช็อปปิ้งที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โซนี่จึงเล็งเห็นโอกาสในการขยายฐานลูกค้าซึ่งเป็นกลุ่มครอบครัวที่มีกำลังซื้อสูง และเชื่อมั่นว่าโซนี่ สโตร์ ไอคอนสยาม จะตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเราได้เป็นอย่างดี”

 

บนพื้นที่รวมกว่า 350 ตารางเมตรของโซนี่ สโตร์ ไอคอนสยาม นี้ ประกอบด้วยพื้นที่ 2 ส่วนด้วยกัน โดยเน้นการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง เพื่อให้ลูกค้าได้ทดลองประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ได้อย่างเต็มที่ ดังนี้

1) Sony Ultimate Home Entertainment Experience Store โซนที่จะให้ลูกค้าได้สัมผัสถึงอรรถรสอันสุนทรีย์ และประสบการณ์สุดตื่นตาตื่นใจไปกับความบันเทิงจากสุดยอดผลิตภัณฑ์โซนี่ทั้งภาพและเสียง ในบรรยากาศสบาย ๆ คล้ายกับนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นที่บ้าน ลูกค้าจะได้สัมผัสกับสุดยอดทีวี BRAVIA OLED TV – Master Series ที่สุดของเทคโนโลยีให้คุณภาพทีวีสุดคมชัดทุกมุมอง ทั้งยังสามารถปรับภาพตามภาพที่เล่นบนทีวี นอกจากนี้ยังมีเครื่องเสียงไฮเรสออดิโอระดับไฮเอนด์ Signature Series ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ให้คุณภาพเสียงราวกับได้ฟังจากต้นฉบับจากห้องบันทึกเสียง โดยแบ่งเป็น 7 โซนให้ลูกค้าได้สัมผัส ดังนี้

Ø Android TV Voice Search สะดวกสบายกับการใช้งานทีวีบราเวียด้วยการใช้คำสั่งเสียง

Ø Redefine Gaming Experience เพลิดเพลินกับการเล่นเกมพร้อมเสียงแบบ Surround รอบทิศทาง

Ø Dolby ATMOS เพลิดเพลินกับระบบเสียงล่าสุด Dolby Atmos พร้อมทีวีระดับ Top

Ø Ultimate Cinematic Atmosphere ทดลองฟังเสียงระบบ Dolby Atmos เสียงสมจริงรอบทิศทางครบทุกมิติด้วยลำโพง 2.1 Channel

Ø Perfect Harmony for Pictures and Sounds เพลิดเพลินไปกับการชมภาพยนตร์ภาพแบบ 4K HDR จากตัวเครื่องเล่นบลูเรย์ 4K รุ่นล่าสุด กับ ทีวี Bravia OLED A8F ที่มีระบบเสียง Acoustic surface ที่ดังกระหึ่มออกมาจากหน้าจอให้อรรถรสในการชมดีขึนโดยปราศจากลำโพง

Ø Bluetooth Smart Steaming ให้ลูกค้าได้เพลิดเพลินกับเสียงจากทีวีแบบส่วนตัวและได้อรรถรสมากขึ้นผ่านหูฟังบลูทูธไร้สาย

Ø Master Series Powered By X1 Ultimate ชมภาพและเสียงระดับสุดยอดกับ Bravia Master Series OLED รุ่น A9F

 

2) Sony Gadget Iconic Store ลูกค้าจะได้เข้ามาสัมผัสและทดลองใช้เครื่องเสียงแบบพกพารุ่นใหม่ได้อย่างเต็มอิ่ม ทั้งการใช้งานระหว่างเดินทาง เล่นกีฬา และกล้องถ่ายรูปดิจิตอลพร้อมเลนส์ทุกชนิด ให้ลูกค้าได้ลองถ่ายภาพวัตถุต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ พร้อมการให้คำแนะนำในการเลือกสรรผลิตภัณฑ์จากพนักงานมากประสบการณ์อย่างเป็นมิตร

นอกจากนี้ โซนี่ ยังได้เตรียมกิจกรรมส่งเสริมการขายในช่วงเปิดตัวและสร้างการรับรู้ผ่านสื่อต่างๆ อย่างเต็มรูปแบบ โดยในช่วงฉลองเปิดสาขาใหม่นี้ มอบสิทธิพิเศษมากยิ่งขึ้นสำหรับลูกค้าที่ซื้อสินค้า 5,000 บาทขึ้นไป รับสิทธิ์เพิ่มประกันเป็น 2 ปี รวมถึงได้รับ Welcome Pack Voucher สิทธิพิเศษในการรับบริการ และคูปองส่วนลดสำหรับการซื้อสินค้าที่ร้านโซนี่ สโตร์ เท่านั้น

ออเนอร์ฉลองความสำเร็จ เพิ่มยอดขายจากแคมเปญ 11.11 ในประเทศไทย

แคมเปญ 11.11 ที่วางจำหน่ายผ่านช่องทาง LAZMALL HONOR Flagship Store สร้างผลลัพธ์การเติบโตอย่างก้าวกระโดดโดยเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมร้านค้า ยอดการสั่งซื้อ และรายได้ มากถึง 351%, 782% และ 659% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับแคมเปญ 9.9 ที่ผ่านมา ออเนอร์คือบริษัทคนรุ่นใหม่ที่มาพร้อมนวัตกรรมล้ำสมัย ซึ่งสมาร์ทโฟนของเราออกแบบมาเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานในแต่ละเจเนอเรชั่นได้เป็นอย่างดี ความสำเร็จของแคมเปญในครั้งนี้ยังพิสูจน์ให้เห็นว่าสมาร์ทโฟนออเนอร์เป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งในนามตัวแทนของออเนอร์ผมขอขอบคุณทุกการสนับสนุนมา ณ ที่นี้

 

ออเนอร์ฉลองความสำเร็จ เพิ่มยอดขายจากแคมเปญ 11.11 ในประเทศไทย

หน้าจอขนาดใหญ่ 6.5 นิ้ว
หน้าจอถือเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดที่คุณควรซื้อ HONOR 8X เพราะไม่เพียงแต่ขนาดหน้าจอใหญ่ถึง 6.5 นิ้ว แต่ยังมาพร้อมสัดส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องมากถึง 91% อีกทั้ง Honor 8X ยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่มาพร้อมโหมดถนอมสายตา (Eye comfort) ที่ได้รับการรับรองจาก TüV Rheinland บริษัททดสอบด้านความปลอดภัยและการควบคุมคุณภาพจากเมืองโคโลญ ประเทศเยอรมนี ซึ่งการร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคิดค้นการลดแสงสีฟ้าที่ส่งผลกระทบต่อการนอนหลับ หลังจากการเล่นสมาร์ทโฟนในเวลากลางคืน

ดีไซน์โฉบเฉี่ยวล้ำสมัย
นอกจากหน้าจอที่ใหญ่แล้ว HONOR 8X ยังมาพร้อมดีไซน์ตัวเครื่องที่โฉบเฉี่ยวล้ำสมัย ฝาหลังเคลือบด้วยวัสดุกระจกไล่ระดับแบบ 2 เลเยอร์ โดยแถบด้านซ้ายซึ่งเป็นส่วนของพื้นที่ติดตั้งกล้องหลังคู่มาพร้อมเฉดสีที่อ่อนกว่าและกระจกเนื้อสัมผัสแบบด้าน ในขณะที่ด้านขวามาพร้อมเฉดสีที่เข้มกว่าและเนื้อสัมผัสที่มันวาวให้ความรู้สึกหรูหราและสะท้อนเฉดสีที่แตกต่างกันในหลากหลายมุมมอง  เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย HONOR 8X มาพร้อมสีให้เลือกมากถึง 3 สี ได้แก่ สีฟ้า สีแดง และสีดำ

แบตเตอรี่รองรับการทำงานได้นานถึง 2 วัน
เนื่องจากหน้าจอ HONOR 8X ออกแบบมาเพื่อความบันเทิงทุกรูปแบบ ดังนั้นแบตเตอรี่ที่รองรับการทำงานได้ตลอดทั้งวันในการชาร์จเพียงครั้งเดียวจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการใช้งานอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง HONOR 8X มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ  3,750mAh ที่รองรับการใช้งานโดยทั่วไปได้ยาวนานถึง 2 วัน

เล่นเกมได้อย่างลื่นไหลด้วยหน่วยประมวลผลกราฟิกGPU
HONOR 8X มาพร้อมฟีเจอร์ฮาร์ดแวร์สำหรับเหล่าคอเกมอย่างเทคโนโลยี GPU Turbo ที่ถูกติดตั้งใน HONOR Play สมาร์ทโฟนออเนอร์รุ่นแรก ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวช่วยเร่งประสิทธิภาพและยกระดับประสบการณ์การเล่นเกมได้อย่างเหนือชั้น อีกทั้งเพิ่มอัตราการแสดงผลภาพต่อวินาทีให้สูงขึ้นและลดการใช้พลังงานโดยรวม ทำให้ผู้ใช้งานสามาถเล่นเกมได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด

กล้องมาพร้อมฟีเจอร์AI
HONOR 8X มาพร้อมกล้องหลังแบบเลนส์คู่ โดยกล้องหลักมาพร้อมความละเอียด 20 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด F/1.8 ระบบโฟกัสอัตโนมัติ และกล้องสำหรับการโฟกัสระยะภาพชัดลึกความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รวมถึงรองรับเทคโนโลยี AI ที่สามารถจำแนกภาพถ่ายได้ถึง 22 ประเภท และสภาพแวดล้อมโดยรอบมากกว่า 500 รูปแบบ ได้อย่างเรียลไทม์ ซึ่งผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งค่าการทำงานของกล้องให้มีความเหมาะสมและเพิ่มคุณภาพรูปภาพได้ตามต้องการ สำหรับคนรักการเซลฟีHONOR 8X ยังมาพร้อมกล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล และรูรับแสงขนาด F/2.0 อีกด้วย

กล้องมาพร้อมฟีเจอร์AI
HONOR 8X อัดแน่นด้วยสเปกระดับเรือธงทั้งหน้าจอขนาดใหญ่ 6.5 นิ้ว หน่วยประมวลผลกราฟฟิกประสิทธิภาพสูงที่คุณสามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ในราคาย่อมเยา ซึ่ง HONOR 8X มาพร้อมหน่วยความจำแบบ 64GB + RAM 4GB ในราคาเริ่มต้นที่ 7,990 บาท และหน่วยความจำแบบ 124GB + RAM 4GB ในราคาเริ่มต้นที่ 8,990 บาท HONOR 8X วางจำหน่ายผ่านช่องทางออฟไลน์ที่ HONOR Store ที่ MBK Center ชั้น 5, TG FONE และ CSC หรือทางช่องทางออนไลน์ที่ Lazada, JD Central และ Shopee

สมัครงานทั้งที ไม่เคยเป็นที่ถูกเลือก จะทำยังไงถึงจะได้ถูกเลือก

สงสัยกันอยู่ใช่มั้ย ว่าทำไมคุณถึงถูกปฏิเสธไม่ได้รับเข้าทำงาน? คุณอยากให้บริษัทนั้นบอกเหตุผลคุณตามตรง ว่าทำไมถึงตัดสินใจเลือกคนอื่นที่ไม่ใช่คุณหรือเปล่า? เพราะการสมัครงานทั้งที ไม่เคยเป็นที่ถูกเลือก สักทีมันก็จะเฟลค่อนข้างมากอยู่นะ หรือรับงาน ฟรีแลนซ์ เองก็ตามการรับฟังความจริงที่โหดร้ายบางครั้งก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก แต่ถ้าคุณไม่รู้ว่าจุดอ่อนของคุณคืออะไร การสัมภาษณ์งานครั้งต่อไปก็อาจจะเป็นเหมือนเดิม ไม่ดีขึ้นก็ได้

 

สมัครงานทั้งที ไม่เคยเป็นที่ถูกเลือก จะทำยังไงถึงจะได้ถูกเลือก

การที่จะวิพากษ์วิจารณ์ใครอย่างตรงไปตรงมา มันไม่ใช่งานที่ HR อยากทำเท่าไหร่ และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ HR ส่วนใหญ่พยายามหลีกเลี่ยงที่จะบอกข้อบกพร่อง หรือแม้กระทั่งแจ้งข่าวร้ายที่ว่าคุณไม่ได้รับการจ้างงาน ฉะนั้นเพื่อช่วยคุณในการเตรียมความพร้อมและป้องกันความผิดพลาดอันอาจจะเกิดขึ้นระหว่างการสัมภาษณ์งาน ได้รวบรวมเหตุผลว่า ทำไมคุณไม่เป็นคนที่ถูกเลือกเข้าทำงานซักที

1. คุณยังไม่ใช่คนที่ “ใช่” สำหรับงานนี้

มันอาจเป็นเรื่องง่ายที่จะนำเสนอว่าคุณเหมาะกับตำแหน่งนี้ผ่านทางตัวหนังสือบนเรซูเม่ (ซึ่งเป็นเหตุผลว่าเรซูเม่ที่ดีจะเป็นใบเบิกทางที่ดีให้กับคุณ) แต่สิ่งสำคัญยิ่งไปกว่าการมีเรซูเม่ที่ดีคือการที่คุณนำเสนอตัวตน ไอเดีย และมุมมองของคุณผ่านการสัมภาษณ์งานว่ามันเข้ากันได้กับสิ่งที่องค์กรต้องการหรือไม่

เพื่อป้องกันการถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่าคุณไม่เหมาะกับงานนี้ คุณควรเริ่มจากการหางานที่เหมาะกับคุณมากที่สุด เลือกบริษัทที่คุณคิดว่าใช่ นั่นคือ คุณควรทำความเข้าใจกับประกาศงานก่อนที่คุณจะสมัคร เพื่อให้คุณได้งานที่ต้องการมากที่สุด

2. คุณกับผู้สัมภาษณ์งานมีเคมีไม่ตรงกัน

ธรรมชาติของคนเรา คือมักชอบคนที่มีเคมีตรงกัน และอยากสนับสนุนคนนั้นมากกว่าคนที่รู้สึกไม่ถูกชะตา คนส่วนใหญ่มักจะชอบคนที่เข้ากับเราได้ การสัมภาษณ์งานก็เช่นกัน ทำอย่างไรคุณถึงจะมีโอกาสทำคะแนนเพื่อสร้างมิตรภาพกับผู้สัมภาษณ์งาน? แน่นอนว่าคุณต้องทำการบ้านเพิ่มเติมค่ะ

ในการเตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์งาน การทำการบ้าน หรือหาข้อมูลไม่ควรหยุดอยู่แค่หาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทและตำแหน่งงานเท่านั้น ถ้าเป็นไปได้ คุณควรหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคนที่จะสัมภาษณ์งานคุณด้วย พยายามสืบให้ได้ว่าใครจะเป็นผู้สัมภาษณ์งาน คุณอาจหาข้อมูลเกี่ยวกับเขาคนนั้นจากทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ หรือสอบถามจากเพื่อนหรือคนรู้จักในแวดวงของคุณเกี่ยวกับเขาคนนั้น หากคุณเตรียมตัวมาดี โอกาสในการผ่านรอบสัมภาษณ์งานก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย

3. คุณไม่ได้รับเลือกเพราะแพ้ให้กับเส้นสาย

องค์กรโดยมากมีกระบวนการคัดเลือกคนเข้าทำงานโดยใช้วิธีการบอกต่อหรือแนะนำกันมาผ่านทางพนักงานปัจจุบันที่ทำงานอยู่ เพราะ “เพื่อนของเพื่อน” มักจะเป็นที่น่าไว้ใจและให้ความรู้สึกวางใจที่จะรับเข้าทำงานมากกว่าคนแปลกหน้าที่ต้องเริ่มทำความรู้จักใหม่ตั้งแต่ต้น คุณสามารถแก้ปัญหานี้ได้โดยการหมั่นสร้างไมตรี และสานต่อความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานและเพื่อนของคุณอย่างสม่ำเสมอ โลกแคบไปทันตาถ้าคุณมีเพื่อนหรือญาติที่ทำงานอยู่ที่องค์กรที่คุณอยากทำงานด้วยและเขาเหล่านั้นสามารถช่วยคุณได้

4. คุณดูเหมือนว่าจะอยู่ที่ไหนไม่ได้นาน

แม้ว่าการเปลี่ยนงานบ่อยจะถือเป็นเรื่องธรรมดาสามัญในวัฒนธรรมการทำงานของคนในยุคนี้ แต่ข้อเสียของมันก็คือ การมีประวัติการทำงานที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบนเรซูเม่อาจทำให้คุณถูกมองว่าเป็นคนเหลาะแหละ จับจด ไม่มั่นคง และอยู่ที่ไหนไม่ได้นาน และอาจทำให้คุณเสียโอกาสในการได้งานที่คุณต้องการก็เป็นได้ ฉะนั้นคุณควรใช้ช่วงเวลาในการสัมภาษณ์งานให้เป็นประโยชน์โดยการอธิบายเหตุผลที่ทำให้คุณมีเรซูเม่เช่นนั้น

5. คุณดูพยายามมากเกินไป

การโปรโมทตนเองในการสัมภาษณ์งานถือเป็นศิลปะอันละเอียดอ่อน คุณต้องแสดงออกอย่างมั่นใจ ใช้กลเม็ดและปฏิภาณไหวพริบต่าง ๆ ในการพรีเซนท์ตัวเองให้ดูพอดี ๆ ไม่มากจนดูเป็นคนขี้อวดขี้โม้ หรือหลงตัวเองจนเกินไป คุณควรสร้างความสมดุลระหว่างการโฆษณาความสำเร็จของคุณกับความอ่อนน้อมถ่อมตนและให้เครดิตกับคนรอบข้างที่มีส่วนช่วยให้คุณประสบความสำเร็จด้วย

6. คุณทำผิดพลาดมากเกินไประหว่างการสัมภาษณ์งาน

ความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติธรรมดาของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดพลาดที่เกิดจากความประหม่าในขณะสัมภาษณ์งานนั้นถือเป็นเรื่องธรรมดาที่ยอมรับกันได้ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นไม่ใช่ตัวบ่งบอกว่าเราเป็นคนอย่างไรแต่การที่เราแก้ไขข้อผิดพลาดนั้นอย่างไรต่างหากที่จะบ่งบอกถึงอุปนิสัยของเรา การแก้ไขข้อผิดพลาดที่ชาญฉลาดจะเป็นตัวบอกว่าคุณมีปฏิภาณไหวพริบและมีคอมมอนเซนส์ ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญในการทำงานภายใต้ความกดดันต่าง ๆ เช่น การเผชิญหน้ากับลูกค้าที่กำลังวีนเหวี่ยง เป็นต้น การฝึกการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเล็ก ๆ น้อย ๆ บ่อย ๆ จะช่วยให้คุณผ่านพ้นสถานการณ์อันน่าอึดอัดหากมันเกิดขึ้นกับคุณระหว่างการสัมภาษณ์งานครั้งต่อไป

7. คุณปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นไม่ได้

เหตุผลข้อนี้เกี่ยวข้องโดยตรงหากคุณต้องไปเป็น expat หรือต้องไปทำงานต่างประเทศที่คุณไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมท้องถิ่นของประเทศนั้น ๆ ถ้าคุณไม่เคยไปประเทศนั้นเลย คุณควรศึกษาประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างละเอียดก่อนการเข้าสัมภาษณ์งานเพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

HUAWEI Mate 20 Series อีกขั้นของนวัตกรรมอัจฉริยะ

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วกัย HUAWEI Mate 20 Series มี 4 รุ่น ได้แก่ HUAWEI Mate 20, HUAWEI Mate 20 Pro, HUAWEI Mate 20 X and PORSCHE DESIGN HUAWEI Mate 20 RS โดยมีขนาดหน้าจอที่ต่างกัน 3 ขนาด 6.53 นิ้ว 6.39 นิ้ว และ 7.2 นิ้ว ฟีเจอร์เด่นของ HUAWEI Mate 20 Series

 

HUAWEI Mate 20 Series อีกขั้นของนวัตกรรมอัจฉริยะ

· ชิปเซ็ต AI Kirin 980 ซึ่งเป็นชิปเซ็ตรุ่นแรกของโลกที่ผลิตโดยใช้สถาปัตยกรรมการผลิตแบบ 7 นาโนเมตร เสริมพลังด้วยสถาปัตยกรรม CPU Cortex-A76 และ หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mali-G76 มอบพลังการประมวลผลจาก AI และประสบการณ์การใช้งานอันเหนือระดับ

40W HUAWEI SuperCharge และ 15W HUAWEI Wireless Quick Charge และแบตเตอรี่ความจุสูง เพื่อการใช้งานยาวนาน และชาร์จเร็วเหนือชั้น และ Wireless Reverse charging ใน HUAWEI Mate 20 Pro ชาร์จแบตให้สมาร์ทโฟนเครื่องอื่นได้แบบไร้สาย
· Leica Matrix Camera System สุดล้ำ ด้วยเลนส์ถ่ายภาพมุมกว้างพิเศษแบบ Ultra Wide ที่ร่วมพัฒนาโดย Leica เพื่อการถ่ายภาพในมุมมองที่กว้างขึ้น และใกล้ขึ้นด้วยฟีเจอร์การถ่ายภาพมาโครซึ่งสามารถถ่ายภาพวัตถุที่มีระยะใกล้กับเลนส์กล้องถึง 2.5 เซนติเมตรได้

· กระบวนการผลิตแบบ Hyper Optical Pattern ที่ฝาหลัง สะท้อนและไล่สีสันเหลือบแสงเงา สวยงามสะกดทุกสายตา

· Leica Matrix Camera System ได้รับแรงบันดาลใจมากจากดีไซน์ Four-Point อันเลื่องชื่อ ให้เอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใครแม้มองจากระยะไกล

· ยกระดับประสบการณ์การใช้งานทั้งด้านการทำงานและความบันเทิงให้ง่ายและสะดวกสบายด้วย EMUI 9.0 บนระบบปฎิบัติการ Android P

ริชาร์ด หยู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป กล่าวว่า “สมาร์ทโฟนถือเป็นประตูสู่โลกดิจิทัลที่สำคัญ และ HUAWEI Mate 20 Series ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็น ‘เพื่อนรู้ใจ’ ที่ดีที่สุดสำหรับผู้บริโภค นี่คือสมาร์ทโฟนที่พร้อมจะเดินทางไปกับเจ้าของทุกแห่งและคอยเติมเต็มชีวิตของพวกเขาและเพิ่มเติมประสิทธิผลตลอดเส้นทางด้วยฟังก์ชั่นการทำงานที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น อายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ดีเลิศ รวมถึงกล้องอัน ทรงพลัง”

ที่สุดแห่งประสิทธิภาพและแบตเตอรี่เหนือชั้น

ชิปเซ็ต Kirin 980 ที่ใช้สถาปัตยกรรมการผลิตแบบ 7 นาโนเมตรนั้นมีทรานซิสเตอร์ 6.9 พันล้านตัวอยู่บนชิปขนาดเท่าปลายเล็บมือ ซึ่งเมื่อเทียบกับ Kirin 970 ชิปเซ็ต Kirin 980 ให้ประสิทธิภาพ CPU สูงขึ้น 75% GPU สูงขึ้น 46% และ NPU 226% ในขณะเดียวกัน CPU ใช้พลังงานน้อยลงถึง 58% GPU ใช้พลังงานน้อยลงถึง 178% และ NPU ใช้พลังงานน้อยลงถึง 182%

Kirin 980 ยังเป็นชิปเซ็ตรุ่นแรกที่ของโลกผลิตโดยใช้สถาปัตยกรรม CPU Cortex-A76 ชิปเซ็ตใหม่ล่าสุดนี้จัดเรียงหน่วยประมวลผลเป็น 3 ชั้น เพื่อผสานประสิทธิภาพการประมวลผลและการใช้พลังงานที่ต่ำเข้าด้วยกันให้เหมาะสมกับฟังก์ชั่นในการใช้งานและประหยัดพลังงาน โดยชั้นแรกจะเป็นหน่วยประมวลผลขนาดใหญ่พิเศษ 1 คู่ ถัดมาเป็นหน่วยประมวลผลขนาดใหญ่ 1 คู่ และสุดท้ายคือเป็นหน่วยประมวลผลขนาดเล็ก 2 คู่ Kirin 980 ยังเป็นชิปเซ็ตแรกของโลกที่ประกอบด้วยหน่วยประมวลผลด้าน AI แบบคู่ (Dual NPU) ส่งผลให้ AI ในอุปกรณ์มือถือมีความฉลาดมากยิ่งขึ้น

HUAWEI Mate 20 Pro เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องแรกของโลกที่รองรับคลื่นความถี่ LTE Cat.21 ซึ่งรองรับความเร็วดาวน์โหลดสูงสุดที่ 1.4Gbps รวมถึงรองรับการผสานคลื่นความถี่แบบข้ามช่องสัญญาณ และรองรับ Wi-Fi ที่มีความเร็วสูงที่สุดในโลก ซึ่งสามารถดาวน์โหลดวิดีโอขนาด 2GB ได้ภายใน 10 วินาที ทั้งยังมีเทคโนโลยี AI GPS Satellite Selection ที่สามารถระบุพิกัดตำแหน่งที่ตั้งได้อย่างแม่นยำ

HUAWEI Mate 20 Series มีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่เพื่อการใช้งานอย่างไร้ขีดจำกัดตลอดวัน โดย HUAWEI Mate 20 มีแบตเตอรี่ความจุ 4,000mAh ส่วน HUAWEI Mate 20 Pro มีแบตเตอรี่ความจุ 4,200mAh และ HUAWEI Mate 20 X มีแบตเตอรี่ความจุถึง 5,000mAh

นวัตกรรม HUAWEI SuperCharge เป็นนวัตกรรมการชาร์จแบบเร็วที่รองรับกำลังไฟฟ้าได้ถึง 40 วัตต์ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อชาร์จ HUAWEI Mate 20 Pro ด้วย HUAWEI SuperCharge สามารถชาร์จได้ 70% ของความจุแบตเตอรี่ หรือประมาณ 2,940mAh ได้ภายในเวลาเพียง 30 นาที โดยเทคโนโลยีนี้ได้รับการรับรองความปลอดภัยขั้นสูงสุดจากสถาบัน TÜV Rheinland

นอกเหนือจากการชาร์จแบบใช้สาย HUAWEI Mate 20 Pro ยังรองรับการชาร์จแบบไร้สายด้วย 15W HUAWEI Wireless Quick Charge โดยสามารถชาร์จได้ 30% ของความจุแบตเตอรี่ หรือประมาณ 1,300mAh ได้ภายในเวลาเพียง 30 นาที อีกหนึ่งนวัตกรรมด้านแบตเตอรี่ของ HUAWEI Mate 20 Pro คือ Wireless Reverse Charging ระบบชาร์จแบตเตอรี่ให้กับอุปกรณ์อื่นแบบไร้สาย ช่วยให้ผู้ใช้แบ่งปันพลังงานจากแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ไปยังอุปกรณ์อื่นที่รองรับการชาร์จแบบไร้สายได้ เสมือนเป็นพาวเวอร์แบงก์

HUAWEI Mate 20 X มี HUAWEI Super Cool ระบบหล่อเย็นอันล้ำสมัยที่ใช้กราฟีนและวงจรสำหรับเปลี่ยนอากาศร้อนให้เป็นไอ (vapor chamber) ทำให้ค่าสัญญาณนาฬิกาของทั้ง CPU และ GPU ทำงานด้วยความเร็วสูงสุดเสมอ จึงเล่นเกมที่มีกราฟิกระดับสูงได้ต่อเนื่อง โดยที่ตัวเครื่องไม่ร้อน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการนำกราฟีนมาใช้ในการลดความร้อนของสมาร์ทโฟน

Leica Matrix Camera System บันทึกภาพในรูปแบบใหม่ ทลายข้อจำกัดของการถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟน

HUAWEI Mate 20 Series มีนวัตกรรมการถ่ายภาพที่ดีที่สุดในสมาร์ทโฟน และก้าวหน้าไปอีกขั้นด้วยการเพิ่มเลนส์ Ultra Wide ขนาด 16 mm. จาก Leica สำหรับการถ่ายภาพมุมกว้างโดยเฉพาะ ทั้งยังให้การถ่ายภาพใกล้ขึ้นด้วยฟีเจอร์การถ่ายภาพมาโครซึ่งสามารถถ่ายภาพวัตถุที่มีระยะใกล้กับเลนส์กล้องถึง 2.5 เซนติเมตรได้ การถ่ายภาพมาโครและการถ่ายภาพมุมมกว้างช่วยยกระดับนวัตกรรมด้านการถ่ายภาพของสมาร์ทโฟน และทลายข้อจำกัดเดิมๆ ของการถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟน HUAWEI Mate 20 Pro ประกอบด้วยเลนส์หลักความละเอียด 40 ล้านพิกเซล เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล และเลนส์เทเลความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ซึ่งทั้งสามเลนส์ประกอบกัน สามารถให้ภาพระยะเทียบเท่าเลนส์ซูม 16-270 mm.

HUAWEI Mate 20 Series ยังมีโหมด AI Portrait Color สำหรับการถ่ายวิดีโอ โดย AI สามารถตรวจจับว่าจุดใดคือมนุษย์และปรับแต่งแสงเพื่อไฮไลท์บุคคลนั้นๆ ในคลิปวิดีโอได้ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ AI Spotlight Reel สำหรับตรวจจับคลิปที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันและสร้างคลิปไฮไลท์สั้นๆ ให้โดยอัตโนมัติได้

ทั้ง HUAWEI Mate 20 Pro และ PORSCHE DESIGN HUAWEI Mate 20 RS มีระบบปลดล็อคด้วยการจับภาพใบหน้าผู้ใช้งานแบบ 3 มิติหรือ 3D Face Unlock อย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเพียง 0.6 วินาทีเท่านั้น อีกทั้งยังมีความแม่นยำสูง ช่วยให้ข้อมูลภายในเครื่องปลอดภัย มีโอกาสปลดล็อคผิดพลาดต่ำกว่า 1 ในล้านเท่านั้น โดยทั้งสองรุ่นนี้มีระบบกล้องแบบสามมิติหรือ 3D Depth Sensing Camera System ด้านหน้า สามารถสแกนใบหน้าได้อย่างแม่นยำ จดจำได้แม้รายละเอียดยิบย่อย โดยระบบกล้องนี้ไม่เพียงช่วยตรวจสอบผู้จะใช้งานเครื่องเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มเอฟเฟ็กซ์ในการถ่ายภาพโดยตกแต่งให้ภาพคนดูสวยงามในแบบสมจริงยิ่งขึ้น

EMUI 9.0 เพื่อประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น

HUAWEI Mate 20 Series มาพร้อม EMUI 9.0 บนระบบปฏิบัติการ Android P เนื่องจากรองรับอัลกอริทึ่มการเรียนรู้เพื่อพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI self-learning algorithms) การจัดสรรทรัพยากรระบบอย่างมีประสิทธิภาพและสอดประสานกันในทุกส่วน ให้ประสบการณ์ “Evergreen” หรือให้สมาร์ทโฟนตอบสนองได้รวดเร็วลื่นไหลตลอดอายุการใช้งาน EMUI 9.0 ได้รับการปรับแต่งองค์ประกอบต่างๆ ใหม่ทั้งหน้าการตั้งค่าที่ใช้งานง่ายขึ้น รองรับการใช้แถบ นาวิเกชั่นแบบแถบสำหรับการเลื่อนนิ้วแทนแบบปุ่มกดบนหน้าจอ ช่วยให้การใช้งานเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้นเพราะผู้ใช้งานสามารถเลื่อนนิ้วและแตะแทนการกดได้ EMUI 9.0 ยังทำงานร่วมกับ AI เพื่อยกระดับกระบวนการต่างๆ เช่น การตรวจจับวัตถุหรือการนับแคลอรี่ของอาหารจากการตรวจจับภาพอาหารในคลิปวิดีโอ[1] [2] หรือ 3D Live Object Modeling สำหรับสร้างสรรค์คาแรกเตอร์จำลองแบบอินเตอร์แอคทีฟเพิ่มความสนุกสนานได้

HUAWEI Share 3.0 คือระบบเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่พลิกโฉมวงการ ให้ผู้ใช้งานโอนย้ายไฟล์ระหว่างสมาร์ท โฟนและคอมพิวเตอร์ได้สะดวกด้วยวิธีการที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เมื่อใช้ HUAWEI Share 3.0 ผู้ใช้เพียงแค่แตะอุปกรณ์ครั้งเดียวเท่านั้นก็สามารถเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนสำหรับส่งข้อมูลไม่ว่าจะเป็นไฟล์ข้อมูล ไฟล์ภาพหรือวิดีโอได้ ทุกอย่างรวดเร็วและสะดวกง่ายดาย[3] โดย HUAWEI Share 3.0 ถือเป็นนวัตกรรมที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของหัวเว่ยเท่านั้น

ดีไซน์ล้ำสมัย

HUAWEI Mate 20 Series ทุกรุ่นมาพร้อมหน้าจอ FullView Display ที่มีขอบหน้าจอที่เล็กมาก โดยทุกขนาดหน้าจอสามารถจับถือได้ง่ายในมือเดียว การออกแบบได้รับแรงบันดาลใจจากความสง่างามของธรรมชาติ ขอบทุกด้านจะมีความโค้งมน สวยงามและจับถือถนัดมือ ส่วนดีไซน์ของ PORSCHE DESIGN HUAWEI Mate 20 RS สร้างสรรค์อย่างลงตัวด้วยความสปอร์ตของกีฬาแข่งรถและความพรีเมี่ยมหรูหรา จับถือได้อย่างสบาย มั่นใจ และรู้สึกราวกับควบคุม ทุกสิ่งได้ในมือ

Leica Matrix Camera System ได้รับแรงบันดาลใจมากจากดีไซน์ Four-Point อันเลื่องชื่อ ให้เอกลักษณ์ที่

โดดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยเลนส์กล้อง 3 ตัวและเซนเซอร์อีก 1 ชิ้นอยู่ในกรอบทรงกลมผลิตจากโลหะขัด ดูทันสมัย แข็งแกร่ง และโดดเด่น ด้านหลังของ HUAWEI Mate 20 Series มีพื้นผิวแบบขัดที่ใช้กระบวนการผลิตแบบไฮเปอร์ ออพติคอล แพทเทิร์น ช่วยให้มีเส้นสายสวยงาม ทนทาน ไม่ลื่น และลดรอยนิ้วมือ ดูสะอาดตาแม้จะใช้งานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีในสมาร์ทโฟนสี Emerald Green

HUAWEI Mate 20 Series, HUAWEI WATCH GT และ HUAWEI Band 3 Pro จะวางจำหน่ายเร็วๆ นี้ ในประเทศ อาทิ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อิตาลี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

HUAWEI Mate 20 จะวางจำหน่ายวันที่ 16 ตุลาคมนี้ โดย

– รุ่นแรม 4GB ความจุ 128GB ราคา EUR799

– รุ่นแรม 6GB ความจุ 128GB ราคา EUR849

HUAWEI Mate 20 Pro จะวางจำหน่ายวันที่ 16 ตุลาคมนี้ โดย

– รุ่นแรม 6GB ความจุ 128GB ราคา EUR1049

 

HUAWEI Mate 20 X จะวางจำหน่ายวันที่ 26 ตุลาคมนี้ โดย

– รุ่นแรม 6GB ความจุ 128GB ราคา EUR899

PORSCHE DESIGN HUAWEI Mate 20 RS จะวางจำหน่ายวันที่ 16 พฤศจิกายนนี้ โดย

– รุ่นแรม 8GB ความจุ 256GB ราคา EUR1695

– รุ่นแรม 8GB ความจุ 512GB ราคา EUR2095

ฉลองยอดขายหูฟัง True Wireless ทะลุ 10,000 ตัว รุกจัดแคมเปญคืนกำไร

อาร์ทีบีฯ สุดปลื้ม ฉลองความสำเร็จ หลังหูฟัง True Wireless ยอดขายทะลุ 10,000 ตัว ตอกย้ำจุดยืนผู้นำนวัตกรรมหูฟังคุณภาพสุดล้ำ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้งานหูฟังที่หลากหลายของคนรุ่นใหม่ ด้วยการจัดแคมเปญพิเศษคืนกำไรให้กับลูกค้า มอบส่วนลด 10% เป็นเวลา 10 วัน กับหูฟัง True Wireless 3 รุ่นจาก Jabra พร้อมเดินหน้านำเสนอนวัตกรรมหูฟังสุดล้ำออกสู่ตลาดต่อเนื่อง มั่นใจสร้างเพิ่มยอดขายในแคมเปญไม่ต่ำกว่า 20% และดันรายได้ปี 2561 เติบโตต่อเนื่อง

 

ฉลองยอดขายหูฟัง True Wireless ทะลุ 10,000 ตัว รุกจัดแคมเปญคืนกำไร

ดร.บรรพต วัฒนสมบัติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์ทีบี เทคโนโลยี จำกัด เปิดเผยถึงความสำเร็จของหูฟัง True Wireless ที่สามารถสร้างยอดขายทะลุกว่า 10,000 ตัวนับตั้งแต่เปิดตัว True Wireless รุ่นแรก “นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของอาร์ทีบีฯ ที่สามารถตอกย้ำถึงจุดยืนผู้นำนวัตกรรมหูฟังคุณภาพ ซึ่งมุ่งมั่นนำเสนอนวัตกรรมหูฟังบลูทูธที่มีเทคโนโลยีที่นำสมัยที่สุดเข้ามาทำตลาดโดยตลอด เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้งานหูฟังที่หลากหลายได้อย่างตรงใจอยู่เสมอ จึงทำให้ยอดขายหูฟัง True Wireless ซึ่งอาร์ทีบีฯ รุกทำตลาดเป็นในเมืองไทยเป็นเจ้าแรก ด้วยการประเดิมส่ง Jabra Elite Sport ซึ่งสามารถครองใจผู้บริโภคผู้รักการออกกำลังกาย และสร้างยอดขายได้อย่างงดงาม หลังจากนั้น ตามมาด้วย Jabra Elite Sport 4.5 ที่พัฒนาชั่วโมงการใช้งานให้นานขึ้น, ปัจจุบันจาบร้าได้ผลิตหูฟัง True Wireless เจนเนอเรชั่นที่ 3 ที่มีทั้งเทคโนโลยีที่นำสมัยกว่าคู่แข่ง และแน่นอนมีความเสถียรในการใช้งานสูงสุด ประกอบด้วย Jabra Elite 65T สุดยอดหูฟังไร้สายระดับพรี่เมี่ยมสำหรับคนทำงานที่รักเสียงเพลงและความทันสมัย, และ Jabra Elite Active 65T หูฟังสำหรับคนรักเสียงเพลงที่ใช้ชีวิตแบบแอ็คทีฟหรือชื่นชอบออกกำลังกาย นอกจากนั้นยังมี Jabra Elite Sport หูฟังที่ออกแบบมาเพื่อคนรักสุขภาพที่ต้องการเพิ่มศักยภาพของร่างกายและรักในเสียงดนตรี โดยหูฟังเจเนอเรชั่นใหม่นี้ มาพร้อม Application อัจฉริยะ ที่ทำให้หูฟังแต่ละตัวตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคแต่ละคนได้อย่างแท้จริง”

ดังนั้น จากความสำเร็จดังกล่าว อาร์ทีบีฯ จึงได้จัดแคมเปญพิเศษ เพื่อคืนกำไรและเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการมอบส่วนลด 10% ให้กับลูกค้าเป็นเวลา 10 วัน ตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน – 6 ตุลาคม 2561 เพียงถ่ายรูปกับผลิตภัณฑ์หูฟังแบรนด์จาบร้า จากนั้นโพสต์ขึ้น FB (เปิด Public) แล้วใส่ Hastag #JabraTrueWireless

สำหรับกลยุทธ์การทำตลาดในช่วงไตรมาสที่ 4 นั้น ดร.บรรพต กล่าวว่า อาร์ทีบีฯ ยังคงเดินหน้านำเสนอนวัตกรรมหูฟังสุดล้ำออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ด้วยการร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยนำผลิตภัณฑ์เข้ามาขยายตลาดให้ครอบคลุมเซ็กเม้นต์ที่กำลังเติบโต โดยเฉพาะตลาดหูฟัง True Wireless ซึ่งกำลังเป็นมาแรงเพิ่มขึ้น ขณะที่ 9 เดือนที่ผ่านมา อาร์ทีบีฯ มียอดขาย 300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 21% โดยเป็นผลมาจากการเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ได้รับความที่นิยมสู่ตลาด รวมถึงการจัดกิจกรรมการตลาดสร้างประสบการณ์กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งแบรนด์ปัจจุบัน และแบรนด์ที่เปิดตัวใหม่ และมั่นใจว่า แคมเปญพิเศษฉลองความสำเร็จและคืนกำไรลูกค้าในครั้งนี้ จะได้รับความสนใจจากคนรักเสียงเพลงเป็นอย่างดี พร้อมผลักดันยอดขายของอาร์ทีบีฯ โดยรวมภายในสิ้นปีนี้ได้ 425 ล้านบาท

โปรแกรม PDF24 Creator โปรแกรมสร้างและจัดการไฟล์ PDF

สำหรับคนที่ต้องการใช้งานโปรแกรมประเภท PDF ค่อนข้างยุ่งยากมาก เพราะไฟล์ประเภท PDF ส่วนมากจะเข้ารหัสไว้บ้าง หรือถูกฟิกซ์ไว้เพื่อไม่ให้แก้ไขได้อีก ไหนจะต้องรวมหน้าหรือแยกหน้าเอกสารออกตามต้องการก็ยากแสนยากเหลือเกิน วันนี้แอดมินมีโปรแกรม PDF24 Creator ที่ช่วยจัดการไฟล์ประเภท PDF ได้อย่างดี ใช้งานง่ายซึ่งอ้างอิงจากผุ้ใช้งานจริงแล้วว่าเยี่ยมเลยทีเดียว นอกจากการจัดการไฟล์ PDF แล้วยังสามารถแปลงไฟล์อื่นๆ เป็นไฟล์ PDF ได้ด้วย ทำให้ไม่จำเป็นต้องพึ่งโปรแกรมอื่นๆ มากนัก โดยทีมพัฒนาโปรแกรมใช้ชื่อว่า Geek Software GmbH นั่นเอง แต่ไม่ต้องห่วงเพราะตัวโปรแกรมเป็นภาษาอังกฤษจึงสามารถใช้งานได้ตามปกติแน่นอน

โปรแกรม PDF24 Creator โปรแกรมสร้างและจัดการไฟล์ PDF

โปรแกรม PDF24 Creator โปรแกรมสร้างและจัดการไฟล์ PDF

เป็นโปรแกรมในการสร้างและจัดการไฟล์ PDF เข้าด้วยกัน มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ถูกพัฒนาโดยทีมผู้พัฒนาจากประเทศเยอรมนี (Germany) ด้านการใช้งานนั้น เมื่อติดตั้งโปรแกรมเสร็จเรียบร้อย ตัวโปรแกรมจะทำการสร้างอุปกรณ์เครื่องพิมพ์ไว้ในระบบของผู้ใช้ เมื่อผู้ใช้ต้องการสร้างไฟล์ PDF ก็สามารถทำได้ง่ายๆ โดยการเปิดไฟล์เอกสารที่ต้องการ เลือกคำสั่งพิมพ์ (Print) และเลือก PDF24 Printer โปรแกรมก็จะทำการสร้างไฟล์ PDF ให้ทันที

ถ้าผู้ใช้ต้องการใช้งานฟังก์ชั่นอื่นๆ ของ โปรแกรม PDF24 Creator นี้เพิ่มเติม ก็สามารถไปที่ส่วนของหน้าตั้งค่าของเครื่องพิมพ์ (Printer Preferences) เพื่อทำการตั้งค่าในส่วนของการบีบอัดภาพและเอกสารให้ไฟล์เล็กลง (PDF Compression) รวมไปถึงการ ฝังฟอนต์ลงไปในเอกสารและฟังก์ชั่นอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้งานได้ใช้โปรแกรมอย่างเต็มที่ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาโปรแกรมอื่นเข้าช่วยอย่างโปรแกรม Microsoft Office ประเภท Word, Excel, Power Point ในบางครั้งจำเป้นต้องใช้โปรแกรมประเภท PDF ช่วยจัดการอีกต่อหนึ่งเหมือนกัน

นอกจากนี้ โปรแกรม PDF24 Creator ยังสามารถจัดการกับไฟล์เอกสาร PDF ได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการรวมหรือแยกไฟล์ต่างๆ หมุนหน้าเป็นแนวตั้ง-แนวนอน หรือย้ายหน้าจากไฟล์หนึ่งไปอีกไฟล์หนึ่ง ปรับเปลี่ยนคุณภาพไฟล์และทำลายเซ็นต์ส่วนตัวได้เพียงไม่กี่คลิกเท่านั้น โหลดไปใช้กันได้เลยในระบบปฏิบัติการวินโดวส์ Windows เวอร์ชั่นตั้งแต่ XP / Vista / 7 (Seven) / 8 / 8.1 / 10 ได้อีกด้วยเช่นกัน

HUAWEI P20 Pro คว้ารางวัลใหญ่ สมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดแห่งปี 2018-2019

HUAWEI P20 Pro คว้ารางวัลใหญ่ “สมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดแห่งปีของ EISA ประจำปี 2018-2019” จากสมาคมภาพและเสียงแห่งยุโรป (European Image and Sound Association – EISA) อันป็นสมาคมที่ก่อตั้งจากการรวมตัวกันของนิตยสารด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำจำนวน 55 เล่ม โดย HUAWEI P20 Pro ได้แสดงให้คณะกรรมการเห็นทั้งคุณภาพ งานออกแบบที่ดี ประสิทธิภาพอันเยี่ยมยอด รวมทั้งความมุ่งมั่นของหัวเว่ยที่จะนำเสนอสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ที่สวยงามมีสไตล์ ทำงานได้ดียิ่งกว่าเดิม และมีคุณสมบัติเหนือกว่าสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ในท้องตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้หัวเว่ยได้รับรางวัลจากสมาคม EISA มาอย่างต่อเนื่อง 6 ปีติดต่อกัน

 

HUAWEI P20 Pro คว้ารางวัลใหญ่ สมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดแห่งปี 2018-2019

ในโอกาสนี้ ลี ชางซู รองประธานธุรกิจอุปกรณ์มือถือของหัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป กล่าวว่า“สิ่งที่สำคัญที่สุดของหัวเว่ยคือการพัฒนาสมาร์ทโฟนที่ผู้ใช้สามารถสนุกสนานกับการถ่ายภาพโดยใช้
สมาร์ทโฟนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่ง HUAWEI P20 Pro เป็นสมาร์ทโฟนที่มีคุณสมบัติพิเศษด้านการถ่ายภาพมากมายเพื่อการบันทึกภาพหรือแบ่งปันเหตุการณ์ที่สำคัญ”

สมาคม EISA เลือก HUAWEI P20 Pro เป็นสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดแห่งปีเนื่องจากสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ “เป็นสมาร์ทโฟนที่ก้าวล้ำ เปี่ยมนวัตกรรม และมีคุณสมบัติทางเทคนิคที่ยอดเยี่ยมที่สุด” คำประกาศรางวัลของสมาคม EISA ยังกล่าวว่า HUAWEI P20 Pro “เป็นเพื่อนคู่ใจที่สมบูรณ์แบบที่สุดของผู้ใช้สมาร์ทโฟน อีกทั้งยังเป็นสมาร์ทโฟนที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการถ่ายภาพโดยใช้สมาร์ทโฟน”

HUAWEI P20 Pro ใช้เทคโนโลยีกล้องหลัง 3 กล้องที่พัฒนาร่วมกับ Leica สามารถให้ภาพถ่ายที่มีจำนวนพิกเซลสูงที่สุดเมื่อเทียบกับภาพถ่ายจากสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นในปัจจุบัน กล้องหลัง 3 กล้องยังสามารถซูมแบบ
ออพติคัล 3 เท่าและซูมแบบไฮบริดถึง 5 เท่า อีกทั้งยังทำงานร่วมกับเทคโนโลยีเพื่อการถ่ายภาพมากมาย เช่น ระบบป้องกันภาพสั่นไหวด้วยเทคโนโลยี AI หรือ HUAWEI AI image stabilization

HUAWEI P20 Pro ยังมีดีไซน์ที่เพรียวบาง หน้าจอแบบเกือบไร้ขอบ อีกทั้งยังมีสีสันแบบไล่เฉดสีที่ออกแบบขึ้นใหม่ นอกจากนี้ยังมีชิปเซ็ตปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชิปเซ็ตแรกของโลกที่ช่วยให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่นและรวดเร็ว นวัตกรรมกล้องถ่ายภาพที่ก้าวล้ำช่วยให้ผู้ใช้บันทึกภาพในสถานที่ที่มีแสงน้อยได้อย่างยอดเยี่ยม ระบบป้องกันภาพสั่นไหวที่หัวเว่ยพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะ ส่งผลให้ HUAWEI P20 Pro เป็นอุปกรณ์การถ่ายภาพเพียงไม่กี่อย่างในโลกที่ผู้ใช้สามารถถ่ายภาพเปิดความไวชัตเตอร์ค้างไว้เป็นเวลานานได้อย่างคมชัดและไม่จำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้องช่วย ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นสามาร์ทโฟนที่สามารถใช้งานได้ยาวนานที่สุดรุ่นหนึ่งด้วยแบตเตอรี่ความจุ 4,000 mAH เมื่อผสานทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน สมาคม EISA ได้กล่าวสรุปว่า HUAWEI P20 Pro เป็น “สุดยอดสมาร์ทโฟนที่ผสานทั้งฮาร์ดแวร์อันยอดเยี่ยม เทคโนโลยีกล้องถ่ายภาพ และงานฝีมือเข้าด้วยกันอย่างลงตัว”

สมาชิกของสมาคม EISA ประกอบไปด้วยสื่อมวลชนจาก 27 ประเทศที่มีความเชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค (Consumer Electronics) ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์บันทึกภาพ อุปกรณ์มือถือ เครื่องเสียงไฮ-ไฟ เครื่องเสียงโฮมเธียร์เตอร์ หน้าจอและอุปกรณ์วิดีโอสำหรับโฮมเธียร์เตอร์ และนวัตกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในรถยนต์ โดยทุกๆ ปี สมาชิกของสมาคม EISA จะเสนอรายชื่อของผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นจากทั้ง 6 กลุ่มผลิตภัณฑ์ และรายชื่อผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลจะประกาศในการประชุมประจำปีของสมาคม EISA ซึ่งสมาชิกของสมาคมจะร่วมพิจารณาผลิตภัณฑ์ทั้งหมดก่อนจะทำการลงคะแนนเลือกผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมในแต่ละกลุ่มผลิตภัณฑ์

สมาคม EISA จะมอบรางวัลให้กับหัวเว่ยอย่างเป็นทางการในงาน IFA ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี

รวมฟีเจอร์เด็ดสำหรับคนไลฟ์สไตล์สุดเหวี่ยงที่ ควรซื้อ moto e5 plus

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีไลฟสไตล์การใช้ชีวิตสนุกสุดเหวี่ยงที่ ควรซื้อ moto e5 plus การเลือกสมาร์ทโฟนที่มีคุณสมบัติตรงกับความต้องการใช้งานนั่นอาจเป็นเรื่องยาก ทั้งสเปค ดีไซน์ หรือแบตเตอรี่ที่ต้องอึดไม่หมดระหว่างวัน วันนี้โมโตโรล่าคัดฟีเจอร์ที่น่าสนใจจาก moto e5 plus ที่จะตอบโจทย์ไลฟสไตล์คุณได้อย่างดีที่สุด

 

รวมฟีเจอร์เด็ดสำหรับคนไลฟ์สไตล์สุดเหวี่ยงที่ ควรซื้อ moto e5 plus

เริ่มด้วยแบตเตอรี่ความจุสูงถึง 5,000 mAh ให้การใช้งานอึดตลอดทั้งวัน เพราะในยุคนี้สมาร์ทโฟนเครื่องเดียวสามารถทำงานได้แบบ Multi-tasking ซึ่งสำหรับ moto e5 plus คุณสามารถดูหนัง เล่นเกม ฟังเพลง ได้อย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 18 ชั่วโมงต่อการชาร์จเพียงแค่ครั้งเดียว บอกลาปัญหาแบตหมดระหว่างวันได้อย่างไร้กังวลตลอดการใช้งาน หน้าจอกว้างแบบไร้ขอบเพิ่มมิติในการใช้งานสมาร์ทโฟนให้ดีขึ้นกว่าเคย บางครั้งในวันที่เร่งรีบวุ่นวาย คุณอาจไม่มีเวลาพกโน๊ตบุ๊คไปทำงานกับคุณได้ทุกที่ มีเพียง moto e5 plus สมาร์ทโฟนคู่ใจเครื่องนี้เท่านั้นที่ช่วยให้คุณสามารถเช็คอีเมล อัพเดทข้อมูล แก้ไขงาน ได้อย่างเรียลไทม์ ผ่านเทคโนโลยีหน้าจอแบบ Max Vision ขนาด 6 นิ้วในอัตราส่วนแสดงผล 18:9 ที่แสดงข้อความในมุมมองที่กว้าง ชัดเจน และครบถ้วนยิ่งขึ้น

อีกทั้งโหมด Split screen  ที่หน้าจอแสดงผลสามารถรองรับการเปิดใช้สองแอพพลิเคชั่นพร้อมกัน เช่น เปิดโปรแกรมนำทางพร้อมแชทกับเพื่อน หรือดูหนังพร้อมเช็คอีเมล โดยคุณไม่ต้องเลื่อนขึ้นลงหรือสลับหน้าจอไปมาให้รำคาญใจ ความสะดวกในการพกพาและความทนทานของสมาร์ทโฟนถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญสำหรับการใช้งาน ซึ่งดีไซน์ตัวเครื่อง moto e5 plus มาพร้อมการออกแบบด้านหลังตัวเครื่องที่โค้งมนจากการปรับแต่งแบบพิเศษเพื่อให้จับกระชับมือแม้การใช้งานด้วยมือเดียว เพิ่มสัมผัสของความหรูหราระดับไฮเอนด์ด้วยวัสดุกระจกมันวาว 3D glass และหน้าจอที่ทนต่อรอยขีดข่วนหรือการตกกระแทกด้วยฟิล์มกระจกนิรภัยจาก Gorilla Glass

นอกจากนี้ตัวเครื่องยังมาพร้อมเทคโนโยลี Water-Repellent Nano-Coating ที่สามารถป้องกันฝุ่น ละอองน้ำฝน น้ำสาดกระเซ็นได้อย่างไร้กังวล เรียกได้ว่าเป็นการออกแบบอย่างปราณีตที่ผสมผสานดีไซน์สวยทันสมัยและอรรถประโยชน์ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว สำหรับลูกค้าที่สนใจ moto e5 plus มาพร้อมสี Fine Gold สุดหรู และ สี Black สุดคลาสสิก ในสุดคุ้มเพียง 5,990 บาท พิเศษสุดสำหรับลูกค้า Truemove H แบบรายเดือน! สามารถเป็นเจ้าของ moto e5 plus ได้ในราคาเพียง 2,490 บาท เมื่อสมัครแพ็คเกจ 4G+ Fun Unlimited 599 บาทขึ้นไป และชำระค่าบริการล่วงหน้า 1,500 บาท

ตำแหน่งกับเงินเดือน อันไหนสำคัญมากกว่ากันที่ต้องคิดให้ดี

หลายคนเมื่อเริ่มมองหางานมักจะหนักใจกับเรื่องสถานที่ทำงาน การเดินทาง สังคมการทำงาน แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยหลักเหมือนกัน คือ ตำแหน่งกับเงินเดือน คนที่มองด้านปฏิบัติมากกว่าก็อาจจะพอใจกับการได้รับเงินเดือนที่มั่นคงแน่นอน หรือแม้แต่ ฟรีแลนซ์ เอง ที่พอกินพอใช้ในแต่ละเดือน แต่ถ้าถามคนที่มีความทะเยอทะยานในหน้าที่การงานสูงก็อาจได้รับคำตอบว่าตำแหน่งที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ มีความสำคัญกว่าเพราะตำแหน่งที่ได้จะสร้างโอกาสให้เขาเติบโตในสายงานได้มากขึ้น

 

ตำแหน่งกับเงินเดือน อันไหนสำคัญมากกว่ากันที่ต้องคิดให้ดี

หากคุณมีคำถามนี้ในใจตอนที่คุณทำงานมาจนถึงระดับที่มีตำแหน่งสูงในระดับหนึ่งแล้ว เช่น เป็นหัวหน้าแผนก ผู้อำนวยการ หรือผู้จัดการ ตำแหน่งสูง ๆ เหล่านี้มักมาพร้อมกับเงินเดือนที่สูงตามจากความอาวุโสและประสบการณ์ในการทำงานที่สั่งสมมา คุณอาจลำบากใจไม่ใช่น้อยที่จะตอบว่าระหว่างเงินเดือนกับตำแหน่งอะไรสำคัญกับคุณมากกว่ากัน

นั่นหมายความว่า การพิจารณาขนาดและประวัติความเป็นมาของบริษัทที่คุณทำงานอยู่ด้วยก็เป็นสิ่งสำคัญในการตอบคำถามนี้ ยกตัวอย่างเช่น หากคุณทำงานในบริษัทสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ ที่มีแนวโน้มที่จะยกเลิกชื่อเรียกตำแหน่งสูง ๆ ที่ดูเป็นทางการออกไป เช่น ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงฝ่ายเทคนิค (Chief Technology Officer หรือ CTO) หรือ ตำแหน่งผู้บริหารฝ่ายการตลาด (Chief Marketing Officer หรือ CMO) และใส่ชื่อตำแหน่งที่ฟังดูฮิปและมีสีสันมากขึ้นมาแทน เช่น “ผู้อำนวยการด้านเงินบาทและสตางค์” หรือ “พ่อมดแห่งโลกโซเชียลมีเดีย” เป็นต้น เพื่อความเหมาะสมให้เข้ากับยุคสมัยของพนักงานรุ่นมิลเลนเนียล การเปลี่ยนชื่อตำแหน่งเป็นเรื่องที่ทำได้ตราบใดที่กิจการยังคงทำกำไรและดำเนินไปอย่างดี

ถ้าพูดถึงบริษัทอินเทรนด์ตอนนี้อย่างบริษัทสตาร์ทอัพที่เต็มไปด้วยพลังและความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ ที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลานั้น แม้ว่าจะมีความน่าตื่นเต้นและท้าทายในการดำเนินงาน แต่ก็มีแนวโน้มที่จะล้มเหลวภายในเวลาสองสามปีแรกหากไม่มีการบริหารจัดการที่ดีและเหมาะสม ดังนั้นการพิจารณาเรื่องเงินเดือน ตำแหน่งและความมั่นคงในการทำงานกับบริษัทสตาร์ทอัพที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน จึงต้องอาศัยข้อมูลวงในจากพนักงานปัจจุบันและพนักงานที่เคยทำงานในบริษัทเหล่านี้มาใช้ประกอบการตัดสินใจของคุณ

นอกเหนือจากกรณีบริษัทสตาร์ทอัพ หากคุณเป็นมนุษย์เงินเดือน เป็นพนักงานออฟฟิศที่กำลังมีคำถามนี้อยู่ในใจ เราได้รวบรวม 5 ปัจจัยที่คุณสามารถนำมาประกอบการตัดสินใจว่า ระหว่างเงินเดือนกับตำแหน่ง คุณควรให้น้ำหนักกับอะไรมากกว่ากันมาฝากค่ะ

1. การจัดลำดับความสำคัญ

ก่อนที่คุณจะทำสิ่งใด เราอยากให้คุณจัดลำดับความสำคัญในชีวิตของคุณให้ชัดเจน หากคุณได้รับการเสนองานที่มีชื่อตำแหน่งหรูหรา แต่ให้เงินเดือนน้อยกว่างานอีกงานที่ไม่ได้มาพร้อมตำแหน่ง และคุณกำลังมีสถานภาพทางการเงินที่ไม่สู้จะดีนัก คุณคงตัดสินใจได้ไม่ยาก แต่ในทางตรงกันข้ามหากคุณมีสถานภาพทางการเงินที่ดีและสามารถรับงานที่เงินเดือนเริ่มต้นน้อยกว่า แต่มีโอกาสเติบโตในสายงาน และได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งได้มากกว่าอีกงานหนึ่งที่คุณได้รับข้อเสนอมา การเลือกงานที่ให้โอกาสเติบโตมากกว่าอาจเป็นตัวเลือกที่คุณควรเลือกในกรณีนี้

2. ค้นหาแรงจูงใจ

สมมติว่าคุณไม่ได้ตกอยู่ในสภาวะคับขันทางการเงินและไม่ต้องการงานที่ได้เงินเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษอย่างมากและรวดเร็ว คำถามต่อไปที่คุณควรถามตัวเองคือ “อะไรที่กระตุ้นแรงจูงใจในการทำงานของคุณให้มากขึ้น” เราทุกคนต่างขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจที่ต่างกัน การตระหนักรู้ว่าอะไรคือแรงจูงใจที่สำคัญของคุณจะทำให้คุณมีความกระตือรือร้นและทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ

ลองนั่งทบทวนถึงสิ่งที่จูงใจให้คุณทำงานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะการเห็นจำนวนเงินในธนาคารที่มากขึ้น หรือเพราะคุณอยากมีความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นหากได้ตำแหน่งที่สูงขึ้น อย่าเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามธรรมเนียมหรือตามกรอบที่สังคมกำหนด แต่ควรเลือกสิ่งที่ใช่สำหรับตัวคุณมากที่สุด

3. มองภาพรวมให้ใหญ่ขึ้น

ถามตัวเองว่าคุณมองตัวเองในอนาคตอย่างไร? ในอีกห้าปีคุณยังเห็นตัวเองทำงานอยู่ที่เดิมหรือเปล่า? หรือเห็นตัวเองเติบโตในตำแหน่งผู้บริหาร? หรือในอนาคตข้างหน้าคุณอาจเห็นตัวเองมีกิจการเป็นของตัวเอง?

ไม่ว่าคุณจะเห็นตัวเองในอนาคตเป็นอย่างไร คุณควรวางเป้าหมายในระยะยาวให้สอดคล้องกับภาพที่คุณจะเห็นตัวเองในอีกห้าปีข้างหน้า เพื่อคุณจะได้มีแนวทางที่ชัดเจนในการทำงานและดำรงชีวิตให้ไปถึงยังเป้าหมายที่คุณต้องการจะเป็นนั้น

4. เชื่อในสัญชาตญาณ

ถึงแม้ว่าคุณอาจกำลังลำบากใจที่จะเลือกระหว่างเงินเดือนหรือตำแหน่งงาน แต่หากคุณสำรวจความรู้สึกของตัวเองให้ลึกพอ คุณจะได้ยินเสียงสัญชาตญาณของคุณที่บอกกับคุณว่าคุณควรไปในทิศทางไหน เรามักจะละเลยสัญชาตญาณของเราเพราะความไม่มั่นใจในตัวเอง และความกลัวว่าตัวเองจะตัดสินใจผิด แต่สุดท้ายเรามักพบว่าการทำตามสัญชาตญาณแรกของเราเป็นการตัดสินใจที่ถูกที่สุดแล้ว

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับสัญชาตญาณของมนุษย์ได้พิสูจน์ว่าการเชื่อในสัญชาตญาณของเรามักนำไปสู่ผลที่ดีกว่าการเชื่อในหลักเหตุผลที่ผ่านการคิดวิเคราะห์ด้วยสมอง ลึก ๆ แล้วคุณรู้อยู่แล้วว่าคุณควรทำอย่างไร คุณเพียงแค่ต้องเชื่อมั่นในสัญชาตญาณและเชื่อใน “หัวใจ” ของคุณเอง

5. ปรึกษาครอบครัวและเพื่อนฝูง

การขอความคิดเห็นและคำปรึกษาจากเพื่อนและครอบครัวที่คุณเชื่อใจ เป็นไอเดียที่ดีเสมอที่จะช่วยคุณในการตัดสินใจ ตั้งคำถามว่าพวกเขาคิดว่าคุณควรเลือกทางไหน คุณอาจไม่จำเป็นต้องทำตามคำพูดของพวกเขาไปเสียทั้งหมด แต่การได้รับฟังมุมมองและทางเลือกที่แตกต่างอาจช่วยให้เกิดความกระจ่างและทำให้คุณรู้ว่าอะไรที่คุณควรโฟกัสมากขึ้น

คุ้มสุด Huawei Mate 10 Pro ราคาพิเศษเพียง 21,990 บาท

หัวเว่ยให้คุณเป็นเจ้าของ HUAWEI Mate 10 Pro สมาร์ทโฟนอัจฉริยะที่ประมวลผลด้วยเทคโนโลยี AI รุ่นแรกของโลกซึ่งมาพร้อมกล้องคู่เทคโนโลยีจาก Leica คุ้มสุด! Huawei Mate 10 Pro ในราคาพิเศษเพียง 21,990 บาท ตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2561 ณ หัวเว่ยแบรนด์ช้อป และร้านตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการทั่วประเทศ แถมท้ายสำหรับลูกค้า AIS, DTAC และ TrueMove H รับส่วนลดสูงสุด 50% เมื่อสมัครแพ็กเกจการใช้งานตามเงื่อนไขที่กำหนด

 

คุ้มสุด Huawei Mate 10 Pro ราคาพิเศษเพียง 21,990 บาท

‘HUAWEI Mate 10 Pro’ (หัวเว่ย เมท 10 โปร) สมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่มีเทคโนโลยี AI บนชิปเซ็ตสำหรับการประมวลผลเพื่อยกระดับประสบการณ์การสื่อสารและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ทั้งยังมีฟังก์ชันการใช้งานอย่างมืออาชีพที่หลากหลาย อาทิ เช่น PC Mode ที่สามารถเปลี่ยนบทบาทของสมาร์ทโฟนให้กลายเป็นคอมพิวเตอร์ทันทีเพื่อความสะดวกในการพรีเซนท์งาน ฟีเจอร์ Easy Talk ที่สามารถเรียนรู้และจดจำเสียงของเจ้าของได้ซึ่งช่วยทำให้การพูดคุยกับคู่สายสนทนาเป็นไปอย่างราบรื่นไม่มีสะดุด และยังมาพร้อมกล้องคู่ที่ร่วมพัฒนานวัตกรรมกับ Leica ซึ่งมีรูรับแสงกว้างถึง f/1.6 ทำให้สามารถถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และด้วยเทคโนโลยี AI ที่ช่วยในการวิเคราะห์วัตถุขณะถ่ายภาพเพื่อปรับความสวยงามของภาพได้ถึง 13 Objects และ Scene นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ AI Selfie ยังช่วยให้การถ่าย Selfie สวยงามสมจริงอีกด้วย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่บาลานซ์ชีวิตการทำงานและช่วงเวลาวันหยุดได้เป็นอย่างดี

HUAWEI Mate 10 Pro วางจำหน่ายในราคาพิเศษ 21,990 บาท จากราคาปกติ 23,990 บาท โดยมีให้เลือก 3 สี คือ Midnight Blue, Mocha Brown และ Titanium Grey จับจอง Huawei Mate 10 Pro ณ หัวเว่ยแบรนด์ช้อป และร้านตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2561

พิเศษสำหรับลูกค้า AIS, DTAC และ TrueMove H ในการเป็นเจ้าของ HUAWEI Mate 10 Pro ตามรายละเอียดด้านล่าง*

« Older Entries