ตำแหน่งกับเงินเดือน อันไหนสำคัญมากกว่ากันที่ต้องคิดให้ดี

หลายคนเมื่อเริ่มมองหางานมักจะหนักใจกับเรื่องสถานที่ทำงาน การเดินทาง สังคมการทำงาน แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยหลักเหมือนกัน คือ ตำแหน่งกับเงินเดือน คนที่มองด้านปฏิบัติมากกว่าก็อาจจะพอใจกับการได้รับเงินเดือนที่มั่นคงแน่นอน หรือแม้แต่ ฟรีแลนซ์ เอง ที่พอกินพอใช้ในแต่ละเดือน แต่ถ้าถามคนที่มีความทะเยอทะยานในหน้าที่การงานสูงก็อาจได้รับคำตอบว่าตำแหน่งที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ มีความสำคัญกว่าเพราะตำแหน่งที่ได้จะสร้างโอกาสให้เขาเติบโตในสายงานได้มากขึ้น

 

ตำแหน่งกับเงินเดือน อันไหนสำคัญมากกว่ากันที่ต้องคิดให้ดี

หากคุณมีคำถามนี้ในใจตอนที่คุณทำงานมาจนถึงระดับที่มีตำแหน่งสูงในระดับหนึ่งแล้ว เช่น เป็นหัวหน้าแผนก ผู้อำนวยการ หรือผู้จัดการ ตำแหน่งสูง ๆ เหล่านี้มักมาพร้อมกับเงินเดือนที่สูงตามจากความอาวุโสและประสบการณ์ในการทำงานที่สั่งสมมา คุณอาจลำบากใจไม่ใช่น้อยที่จะตอบว่าระหว่างเงินเดือนกับตำแหน่งอะไรสำคัญกับคุณมากกว่ากัน

นั่นหมายความว่า การพิจารณาขนาดและประวัติความเป็นมาของบริษัทที่คุณทำงานอยู่ด้วยก็เป็นสิ่งสำคัญในการตอบคำถามนี้ ยกตัวอย่างเช่น หากคุณทำงานในบริษัทสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ ที่มีแนวโน้มที่จะยกเลิกชื่อเรียกตำแหน่งสูง ๆ ที่ดูเป็นทางการออกไป เช่น ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงฝ่ายเทคนิค (Chief Technology Officer หรือ CTO) หรือ ตำแหน่งผู้บริหารฝ่ายการตลาด (Chief Marketing Officer หรือ CMO) และใส่ชื่อตำแหน่งที่ฟังดูฮิปและมีสีสันมากขึ้นมาแทน เช่น “ผู้อำนวยการด้านเงินบาทและสตางค์” หรือ “พ่อมดแห่งโลกโซเชียลมีเดีย” เป็นต้น เพื่อความเหมาะสมให้เข้ากับยุคสมัยของพนักงานรุ่นมิลเลนเนียล การเปลี่ยนชื่อตำแหน่งเป็นเรื่องที่ทำได้ตราบใดที่กิจการยังคงทำกำไรและดำเนินไปอย่างดี

ถ้าพูดถึงบริษัทอินเทรนด์ตอนนี้อย่างบริษัทสตาร์ทอัพที่เต็มไปด้วยพลังและความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ ที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลานั้น แม้ว่าจะมีความน่าตื่นเต้นและท้าทายในการดำเนินงาน แต่ก็มีแนวโน้มที่จะล้มเหลวภายในเวลาสองสามปีแรกหากไม่มีการบริหารจัดการที่ดีและเหมาะสม ดังนั้นการพิจารณาเรื่องเงินเดือน ตำแหน่งและความมั่นคงในการทำงานกับบริษัทสตาร์ทอัพที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน จึงต้องอาศัยข้อมูลวงในจากพนักงานปัจจุบันและพนักงานที่เคยทำงานในบริษัทเหล่านี้มาใช้ประกอบการตัดสินใจของคุณ

นอกเหนือจากกรณีบริษัทสตาร์ทอัพ หากคุณเป็นมนุษย์เงินเดือน เป็นพนักงานออฟฟิศที่กำลังมีคำถามนี้อยู่ในใจ เราได้รวบรวม 5 ปัจจัยที่คุณสามารถนำมาประกอบการตัดสินใจว่า ระหว่างเงินเดือนกับตำแหน่ง คุณควรให้น้ำหนักกับอะไรมากกว่ากันมาฝากค่ะ

1. การจัดลำดับความสำคัญ

ก่อนที่คุณจะทำสิ่งใด เราอยากให้คุณจัดลำดับความสำคัญในชีวิตของคุณให้ชัดเจน หากคุณได้รับการเสนองานที่มีชื่อตำแหน่งหรูหรา แต่ให้เงินเดือนน้อยกว่างานอีกงานที่ไม่ได้มาพร้อมตำแหน่ง และคุณกำลังมีสถานภาพทางการเงินที่ไม่สู้จะดีนัก คุณคงตัดสินใจได้ไม่ยาก แต่ในทางตรงกันข้ามหากคุณมีสถานภาพทางการเงินที่ดีและสามารถรับงานที่เงินเดือนเริ่มต้นน้อยกว่า แต่มีโอกาสเติบโตในสายงาน และได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งได้มากกว่าอีกงานหนึ่งที่คุณได้รับข้อเสนอมา การเลือกงานที่ให้โอกาสเติบโตมากกว่าอาจเป็นตัวเลือกที่คุณควรเลือกในกรณีนี้

2. ค้นหาแรงจูงใจ

สมมติว่าคุณไม่ได้ตกอยู่ในสภาวะคับขันทางการเงินและไม่ต้องการงานที่ได้เงินเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษอย่างมากและรวดเร็ว คำถามต่อไปที่คุณควรถามตัวเองคือ “อะไรที่กระตุ้นแรงจูงใจในการทำงานของคุณให้มากขึ้น” เราทุกคนต่างขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจที่ต่างกัน การตระหนักรู้ว่าอะไรคือแรงจูงใจที่สำคัญของคุณจะทำให้คุณมีความกระตือรือร้นและทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ

ลองนั่งทบทวนถึงสิ่งที่จูงใจให้คุณทำงานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะการเห็นจำนวนเงินในธนาคารที่มากขึ้น หรือเพราะคุณอยากมีความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นหากได้ตำแหน่งที่สูงขึ้น อย่าเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามธรรมเนียมหรือตามกรอบที่สังคมกำหนด แต่ควรเลือกสิ่งที่ใช่สำหรับตัวคุณมากที่สุด

3. มองภาพรวมให้ใหญ่ขึ้น

ถามตัวเองว่าคุณมองตัวเองในอนาคตอย่างไร? ในอีกห้าปีคุณยังเห็นตัวเองทำงานอยู่ที่เดิมหรือเปล่า? หรือเห็นตัวเองเติบโตในตำแหน่งผู้บริหาร? หรือในอนาคตข้างหน้าคุณอาจเห็นตัวเองมีกิจการเป็นของตัวเอง?

ไม่ว่าคุณจะเห็นตัวเองในอนาคตเป็นอย่างไร คุณควรวางเป้าหมายในระยะยาวให้สอดคล้องกับภาพที่คุณจะเห็นตัวเองในอีกห้าปีข้างหน้า เพื่อคุณจะได้มีแนวทางที่ชัดเจนในการทำงานและดำรงชีวิตให้ไปถึงยังเป้าหมายที่คุณต้องการจะเป็นนั้น

4. เชื่อในสัญชาตญาณ

ถึงแม้ว่าคุณอาจกำลังลำบากใจที่จะเลือกระหว่างเงินเดือนหรือตำแหน่งงาน แต่หากคุณสำรวจความรู้สึกของตัวเองให้ลึกพอ คุณจะได้ยินเสียงสัญชาตญาณของคุณที่บอกกับคุณว่าคุณควรไปในทิศทางไหน เรามักจะละเลยสัญชาตญาณของเราเพราะความไม่มั่นใจในตัวเอง และความกลัวว่าตัวเองจะตัดสินใจผิด แต่สุดท้ายเรามักพบว่าการทำตามสัญชาตญาณแรกของเราเป็นการตัดสินใจที่ถูกที่สุดแล้ว

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับสัญชาตญาณของมนุษย์ได้พิสูจน์ว่าการเชื่อในสัญชาตญาณของเรามักนำไปสู่ผลที่ดีกว่าการเชื่อในหลักเหตุผลที่ผ่านการคิดวิเคราะห์ด้วยสมอง ลึก ๆ แล้วคุณรู้อยู่แล้วว่าคุณควรทำอย่างไร คุณเพียงแค่ต้องเชื่อมั่นในสัญชาตญาณและเชื่อใน “หัวใจ” ของคุณเอง

5. ปรึกษาครอบครัวและเพื่อนฝูง

การขอความคิดเห็นและคำปรึกษาจากเพื่อนและครอบครัวที่คุณเชื่อใจ เป็นไอเดียที่ดีเสมอที่จะช่วยคุณในการตัดสินใจ ตั้งคำถามว่าพวกเขาคิดว่าคุณควรเลือกทางไหน คุณอาจไม่จำเป็นต้องทำตามคำพูดของพวกเขาไปเสียทั้งหมด แต่การได้รับฟังมุมมองและทางเลือกที่แตกต่างอาจช่วยให้เกิดความกระจ่างและทำให้คุณรู้ว่าอะไรที่คุณควรโฟกัสมากขึ้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *